จี้บังคับใช้กม.ลอบบี้โรงแรมปลอดบุหรี่
ผลวิจัยต่างชาติชอบ-จูงใจเที่ยวไทยเพิ่ม

ผล วิจัยเผยนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนมากเห็นชอบกฎหมายปลอดบุหรี่ในล็อบบี้ โรงแรม และกว่า 1 ใน 3 อยากมาเที่ยวไทยมากขึ้น ถ้าบังคับใช้กฎหมายนี้ วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจอย่างจริงจัง
การ สูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ถุงลมโป่งพอง มะเร็งปอด เป็นต้น ประมาณกันว่าทั่วโลกมีผู้สูบบุหรี่ประมาณ 1,300 ล้านคน มีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ปีละประมาณ 5 ล้านคน คาดการณ์กันว่าอีก 20-30 ปีข้างหน้า จะมีจำนวนผู้สูบบุหรี่ในโลกเพิ่มขึ้นเป็น 1,600 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นเป็นปีละ 10 ล้านคน มีผลทำให้ชาติต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาลเพื่อรักษาผู้ป่วยจากการสูบบุหรี่ สูญเสียทรัพยากรมนุษย์ ส่งผลถึงความสูญเสียทางเศรษฐกิจเนื่องจากการขาดงานและเสียชีวิต
รศ.พญ. วิไลวรรณ วิริยะไชโย ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ และอาจารย์อภิรดี แซ่ลิ่ม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ทำการวิจัยเรื่อง "ทัศนคติของนักท่องเที่ยวต่อการออกกฎหมายห้ามสูบบุหรี่บริเวณล็อบบี้ของ โรงแรม" โดยการสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยและพัฒนาสุขภาพภาคใต้ (วพส.) เพื่อศึกษาทัศนคติและผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวจากการออกกฎหมายกำหนดเขต ปลอดบุหรี่ในโรงแรม

พญ.วิไลวรรณ อธิบายว่า จากการที่เมื่อปี 2549 รัฐบาลได้มีการออกประกาศขยายเขตปลอดบุหรี่เพิ่มเติมเพื่อช่วยลดสถานที่การ สูบบุหรี่ โดยครอบคลุมถึงบริเวณล็อบบี้โรงแรมหรือโถงโรงแรม แต่อย่างไรก็ดีในทางปฏิบัติอาจมีความย่อหย่อนของผู้ประกอบการ และมีความกังวลว่าอาจกระทบถึงจำนวนผู้มารับบริการในโรงแรม การวิจัยนี้จึงเป็นการศึกษาทัศนคติและผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวจากการ กำหนดเขตปลอดบุหรี่ในโรงแรม
"งานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ในด้านการ รวบรวมทัศนคติจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเพื่อเป็นการสนับสนุนให้ใช้กฎหมาย ปลอดบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะ อย่างห้องโถงหรือล็อบบี้โรงแรมให้มีผลบังคับใช้กันอย่างจริงจังมากขึ้น ซึ่งผลพลอยได้ที่สำคัญคือ ช่วยลดผลกระทบจากควันบุหรี่มือสองทั้งต่อนักท่องเที่ยวและพนักงานโรงแรมอีก ด้วย" นักวิจัยกล่าว พร้อมทั้งชี้แจงอีกว่า จากการวิจัยซึ่งเก็บข้อมูลจากนักท่องเที่ยวทั้งชายไทยและชาวต่างชาติจำนวน 5,550 ราย ในโรงแรม 25 แห่ง สามารถสรุปผลได้ว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 80.9 เห็นด้วยที่มีกฎหมายดังกล่าว และร้อยละ 53.4 บอกว่าหากมีการบังคับใช้กฎหมายนี้จะไม่มีผลต่อการตัดสินใจมาเที่ยวในประเทศ ไทยในครั้งถัดไป
นอกจากนี้ หากมีการห้ามสูบบุหรี่ในบริเวณโถงโรงแรมที่มีเครื่องปรับอากาศ นักท่องเที่ยวจะมาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น ร้อยละ 38.6 มาเที่ยวน้อยลงร้อยละ 7.9 และไม่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจเลย ถึงร้อยละ 53.4 และเมื่อพิจารณาเรื่องการรับทราบข้อมูลกฎหมายการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ของไทย โดยตั้งคำถามเกี่ยวกับการห้ามการสูบบุหรี่ พบว่ากลุ่มที่ยังคงสูบร้อยละ 47.8 ที่ยังไม่ทราบเรื่องการห้ามสูบบุหรี่ในร้านอาหารหรือภัตตาคารที่มีเครื่อง ปรับอากาศ และมีนักท่องเที่ยวอีกร้อยละ 76.1 ที่ยังไม่ทราบว่าควันบุหรี่มีผลต่อสุขภาพของคนรอบข้าง
"โดยภาพรวม แล้ว นักท่องเที่ยวเห็นด้วยกับการออกกฎหมายควบคุมการห้ามสูบบุหรี่ในล็อบบี้ โรงแรม และเกินครึ่งบอกว่าไม่มีผลต่อการมาเที่ยวเมืองไทย ซ้ำยังอาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกถึงร้อยละ 38 แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือยังมีนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งซึ่งยังไม่ทราบว่าบ้าน เรามีการควบคุมห้ามสูบบุหรี่ในร้านอาหารหรือภัตตาคารที่มีเครื่องปรับอากาศ ดังนั้น จึงควรขยายกฎหมายและประชาสัมพันธ์เพื่อเพิ่มความเข้าใจให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทำให้ช่วยลดจำนวนการสูบบุหรี่และคุ้มครองผู้ไม่สูบบุหรี่อีกด้วย โดยนอกจากจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศแล้ว ผู้ประกอบการโรงแรมยังสามารถอุ่นใจได้ว่าอาจมีแนวโน้มที่ดีในการเพิ่มจำนวน นักท่องเที่ยวที่มาพักแรมหากมีการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างจริงจัง" นักวิจัยกล่าว
หน้า 26