มท.ซื้อเวลาจับ5พันที่พักเถื่อน ส่งกฤษฎีกาตีความ'ร1'

ข่าวกิจกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่ภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วย เชียงราย สิบสองปันนา เชียงตุง-เมืองลา หลวงพระบาง
Post Reply
Sam
Site Admin
Posts: 1786
Joined: Sun Mar 11, 2007 9:03 pm
Location: เชียงราย
Contact:

มท.ซื้อเวลาจับ5พันที่พักเถื่อน ส่งกฤษฎีกาตีความ'ร1'

Post by Sam »

มท.ซื้อเวลาจับ5พันที่พักเถื่อน ส่งกฤษฎีกาตีความ'ร1' ชี้หากไล่จับจริงถึงปิดกิจการตกงานนับแสน

Image

มหาดไทย ซื้อเวลาที่พักเถื่อน 5 พันแห่งทั่วประเทศ ยื่นจดทะเบียนตามพ.ร.บ.โรงแรม 2547 ส่งกฤษฎีกาตีความ "ร.1" ชี้แก้ไม่ตกอาจออกกฎหมายนิรโทษกรรม ขณะที่กรรมการยกร่าง

แจงปัญหาเกิดจากมหาดไทยเกียร์ว่างไม่แก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เมื่อ 3 ปีก่อนทำเอกชนปั่นป่วน อยากจดทะเบียนแต่ขัดก.ม.ควบคุมอาคาร แถมโทษร้ายแรงทั้งจำทั้งปรับโหดถึงวันละ 1 หมื่นต่อห้อง เผยถ้าไล่จับปิดกิจการเพียบคนเป็นแสนตกงาน

แหล่งข่าวจากวงการธุรกิจโรงแรม เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้กระทรวงมหาดไทย ได้ทำหนังสือถึงกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อหารือถึง กรณีอาคารประเภทอพาร์ตเมนต์ อาคารพาณิชย์ เกสต์เฮาส์ รีสอร์ต ทั่วประเทศ ที่ไม่สามารถยื่นขออนุญาตเปลี่ยนแปลงการใช้อาคาร จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามกฎกระทรวงมหาดไทยฉบับที่ 10 เรื่องการดัดแปลงเปลี่ยนประเภทการใช้อาคาร ซึ่งออกตาม ความใน พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ให้เป็นอาคารประเภทโรงแรมพักอาศัยตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงแรม 2547 ซึ่งมีผลบังคับใช้จริงเมื่อ 22 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา สามารถพิจารณา จากใบร.1 หรือ ใบอนุญาตการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคารได้หรือไม่

ทั้งนี้เนื่องจาก มีอาคารดังกล่าวจำนวนมาก มักหลบเลี่ยง เปิดให้นักท่องเที่ยวพักค้างคืนแบบรายวัน มีความประสงค์ จะทำให้ถูกต้องตามกฎหมายโรงแรมฉบับใหม่ ด้วยการยื่นขออนุญาตจดทะเบียนประกอบกิจการเป็นโรงแรม แต่ปรากฏว่า กระทรวงมหาดไทยไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ และขณะนี้หลายรายยังคงชะลอเรื่องไว้ เนื่องจากส่วนใหญ่ เอกชนมักเข้าใจผิด คือได้ยื่นเพียง ใบ ร.1 หรือ ใบอนุญาตตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงในอาคาร ซึ่งผิดวัตถุประสงค์

แหล่งข่าวกล่าวว่าตามข้อเท็จจริง จะต้องนำใบอนุญาตประเภท อ.5 หรือ ใบอนุญาตดัดแปลงเปลี่ยนการใช้อาคารมาประกอบการพิจารณาอนุญาตด้วย แต่มีปัญหาว่า หน่วยงานส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะ กรุงเทพมหานคร ไม่สามารถออกใบ อ.5 หรือ ใบอนุญาตเปลี่ยนแปลงการใช้อาคารให้ได้ เพราะ อาคารส่วนใหญ่ จะติดปัญหาเกี่ยวกับระยะถอยร่น ซึ่งอาคารขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตรขึ้นไป ต้องเว้นระยะถอยร่นรอบอาคาร ไม่น้อยกว่า 6 เมตร ส่วนอาคารที่มีขนาดพื้นที่ใช้สอยต่ำกว่านั้น ให้เว้นระยะถอนร่นตามปกติ คือ ไม่ต่ำกว่า 3 เมตรโดยรอบอาคาร

นอกจากนี้อาคารดังกล่าวยังติดปัญหาผังเมืองรวม หากเป็นอาคารขนาดใหญ่ต้องตั้งอยู่ในแนวถนน กว้าง 30 เมตรขึ้นไป ที่สำคัญ อาคารส่วนใหญ่มักติดปัญหาผังเมือง เนื่องจาก บางย่าน ผังเมือง กำหนดให้ใช้ประโยชน์เพื่อการอยู่อาศัย ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นอาคารพาณิชย์ หอพัก อพาร์ตเมนต์ได้ แต่ไม่อนุญาตให้พัฒนาเป็นโรงแรม เนื่องจาก ต้องไปพัฒนาในย่านเพื่อการพาณิชยกรรม

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ขณะนี้กระทรวงมหาดไทยพยายามขยายเวลา ไม่ให้มีการไล่ตรวจจับเอาผิดเพื่อดำเนินคดี ทั้งที่สามารถดำเนินการได้ทันที คือฝ่าฝืนปรับเป็นเงิน 20,000 บาท จำคุก 1ปี และ หากยังไม่ดำเนินการให้ถูกต้อง จะต้องเสียเบี้ยปรับอีกวันละ 10,000 บาท และยังเกรงว่า ผู้ประกอบการจะเดือดร้อนโดยเฉพาะรายเล็ก หากกรมโยธาธิการและผังเมืองตอบกลับมาว่าไม่สามารถอนุญาตให้ใช้ใบอนุญาต ร.1 เพียงอย่างเดียวได้

"กระทรวงมหาดไทยจะส่งเรื่องดังกล่าวให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ต่อไป ซึ่งระยะเวลาที่อยู่ระหว่างส่งแต่ละหน่วยงานตีความสามารถช่วยธุรกิจดังกล่าว ได้ ส่วนทางออกอีกทาง ที่มีแนวคิดว่าจะช่วยเหลือ โรงแรมเถื่อนดังกล่าวคือ ออกกฎหมายนิรโทษกรรม แต่มีปัญหาว่า โรงแรมที่ขออนุญาตถูกกฎหมายจะออกมาร้องเรียนว่าเสียประโยชน์ "

นายสัมพันธ์ แป้นพัฒน์ หนึ่งในคณะกรรมการส่งเสริมและกำกับธุรกิจโรงแรม กระทรวงมหาดไทย กล่าว ว่าแม้กฎหมายจะมีผลบังคับใช้แต่ก็ยังพบว่ามีสถานประกอบการไม่ต่ำกว่า 5,000 แห่งทั่วประเทศ รวมห้องพัก 250,000 ห้อง ที่ไม่สามารถยื่นจดทะเบียนได้ เพราะไม่มีใบอนุญาตการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคาร หรือ ใบ ร.1 และไม่มีใบอนุญาตดัดแปลงเปลี่ยนการใช้อาคาร ใบ อ.5 ซึ่งเป็นปัญหาหลักส่วนปัญหาปลีกย่อยก็ ได้แก่ ในกรณีเป็นที่ดินของหน่วยงานราชการ การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมป่าไม้ ต้องมีหนังสือสัญญาเช่าที่ดินในเชิงพาณิชย์มาแสดง

"สาเหตุมาจาก ขณะร่าง พ.ร.บ.โรงแรม 2547 เมื่อ 3 ปีก่อน ซึ่งในทางปฏิบัติกรมโยธาธิการและผังเมือง ต้องแก้กฎกระทรวง ที่ออกตามความใน พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 เรื่องการดัดแปลงเปลี่ยนประเภทการใช้อาคาร แต่ไม่ทำจึงเป็นปัญหาแม้ขณะนั้นจะมีแนวคิดส่งกฤษฎีกาตีความแต่กฤษฎีกาเห็น ว่าปัญหาทั้งหมดอยู่ที่มหาดไทยซึ่งน่าจะคุยกันได้อีกทั้งปลัดกระทรวงนั่ง เป็นประธาน คณะกรรมการส่งเสริมและกำกับธุรกิจโรงแรมอยู่ด้วยน่าจะแก้ไม่ยาก"

นายสัมพันธ์ ยังกล่าวอีกว่า ประเด็นที่เป็นปัญหา คือ 1. เรื่องพื้นที่จอดรถซึ่งกฎหมายบังคับว่าต้องมี แต่ในทางปฏิบัติ ต้องสมเหตุสมผลถ้าเป็นโรงแรมที่รองรับนักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องมี เพราะเมืองใหญ่ ๆ ที่ดินแพงอีกทั้งกลไกทางการตลาดจะบังคับไปในตัว 2. เรื่องของความแข็งแกร่งของอาคาร ประเด็นหลังคา ที่กฎหมายระบุว่าต้องมั่นคง แต่ปัจจุบันโรงแรม รีสอร์ต หรู มักจะมุงหลังคาด้วยจาก เป็นต้น

3.การเปลี่ยนแปลงการใช้อาคาร ปัจจุบันมีคอนโดมิเนียมเป็นจำนวนมากที่สร้างมาแล้วขายไม่ได้และปรับมาเป็น โรงแรม เพื่อให้เข้ากับสภาพเศรษฐกิจ 4. เรื่องผังเมือง ห้ามสร้างสิ่งปลูกสร้างในบางพื้นที่ แต่มีโรงแรม เกสต์เฮาส์ เปิดเป็นจำนวนมาก เช่น ที่ถนนข้าวสารเกือบ 300 แห่งคูเมืองเชียงใหม่ และแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ

"เมื่อพ.ร.บ.โรงแรม 2547 มีผลบังคับใช้แต่ พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องไม่ได้รับการแก้ไขให้สอดคล้อง

ปัญหาการจ่ายเงินใต้โต๊ะจะตามมาเพราะถ้าหากเจ้าหน้าที่ใช้เป็นช่องทางในการ หาเงินก็ย่อมทำได้เพราะโทษร้ายแรง จากเดิมที่เสียค่าปรับครั้งละ 2 พันบาทเมื่อมีการตรวจจับ อีกทั้งเรื่องนี้โรงแรมชั้นหนึ่งไม่ได้รับผลกระทบเพราะมีใบอนุญาตอยู่แล้ว ซึ่งทำให้บางคนเห็นด้วยที่จะควบคุมสถานประกอบการรายย่อยให้เข้าสู่ระบบ แต่บางคนเห็นว่าควรจะปราบปรามอย่างจริงจังเพราะมาแย่งลูกค้าจากโรงแรมใหญ่ ในทางปฏิบัติในสถานการณ์เช่นนี้ถ้าหากตรวจจับกันจริงก็ต้องปิดกิจการมีคนตก งานเป็นแสนคนจะเป็นปัญหาสังคมต่อไป "

ที่มา: Image ฉบับที่ 2451 09 ส.ค. - 12 ส.ค. 2552 http://www.thannews.th.com/detialnews.p ... issue=2451" onclick="window.open(this.href);return false;