
ภาพประกอบข่าว
ในปี 2552 นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศหลั่งไหลเข้าไปยังประเทศ กรีซ สวรรค์ทางตอนได้ของทวีปยุโรปที่โอบล้อมไปด้วยทะเลเมดิเตอเรเนียนเป็นต้นกำหนดของตำนานแห่งเทพเจ้าและวัฒนธรรมรากฐานของชาวตะวันตกในปัจจุบันมากกว่า 16 ล้านคน
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสามารถสร้างรายได้ให้กับกรีซคิดเป็นสัดส่วน 15% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งอยู่ที่ระดับ 250,000 ล้านยูโร แต่ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจของประเทศล้มเหลวเพราะมีหนี้สินท่วมท้น ไม่สามารถหาเงินมาชดใช้เจ้าหนี้ได้ทันนั้น การท่องเที่ยวก็ยังไม่สามารถสร้างรายได้ให้กับกรีซได้เพียงพอใช้หนี้
ชาวกรีซ 1 ใน 5 มีรายได้จากการทำงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อนาคตของพวกเขายังไม่มีความมั่นคง อาจถูกปลดออกจากงานเมื่อไหร่ก็ได้ หลังจากที่ผู้ประกอบการได้ทราบตัวเลขประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามายังกรีซในปีนี้ลดลงต่ำกว่าปี 2552 ในเวลานี้ร้านกาแฟตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ของประเทศเต็มไปด้วยลูกค้าที่เป็นอดีตพนักงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเข้ามานั่งปรับทุกข์กัน แทนที่จะเป็นนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่เข้ามาใช้บริการ
ประธานสมาพันธ์การโรงแรมของกรีซถึงกับกล่าวว่าปี 2553 นี้สถานการณ์ธุรกิจกนั้นไม่แตกต่างไปจากปี 2552 แต่อย่างใด เว้นแต่รายได้ของธุรกิจโรงแรมในประเทศนั้นต้องลดลงไปอีก
ปัญหาสำคัญของกรีซคือการที่ประเทศนั้นพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก และเมื่อเกิดเหตการณ์เศรษฐกิจโลกซบเซา นักท่องเที่ยวขาดศักยภาพที่จะเดินทางเข้ามายังประเทศแหล่งกำเนิดตำนานเทพเจ้าแห่งนี้ รายได้จึงหดหายไปอย่างมากและไม่มีศักยภาพในการใช้หนี้สินต่างประเทศอันเกิดขึ้นจากการกู้หนี้ยืมสินมาพัฒนาเส้นทางคมนาตม และสิ่งสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศ
ทางออกในปัจจุบันของกรีซคือการขอรับเงินช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป (อียู) ที่กรีซเป็นสมาชิกหนึ่งใน 27 ประเทศ เป็นเงินประมาณ 20,000 – 25,000 ล้านยูโรภายในเดือนมีนาคม 2553 นี้
อย่างไรก็ตามการที่ประเทศทั้งหมดในสหภาพยุโรป (เว้นแต่อังกฤษ) ใช้เงินสกุลยูโรร่วมกัน ความไม่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านค่าเงินยูโรที่ปรับตัวลดลง (เมื่อเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐ) หลังจากที่เกิดกรณีความล้มเหลวทางเศรษฐกิจของกรีซ ทำให้เชื่อได้ว่าทิศทางการขยายตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอียู ยังต้องล่าช้าต่อไปอีกจนกว่าประเทศที่เผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจในอียูจะแก้ไขปัญหาของตนเองได้เสียก่อน
นั่นหมายถึงศักยภาพของตลาดนักท่องเที่ยวหลักของประเทศไทยจะลดลงตามไปด้วย
อย่างไรก็ตามในโลกนี้ยังมีประเทศอื่นๆ ที่เป็นดาวรุ่งทางเศรษฐกิจอื่นๆ ที่เป็นความหวังของธุรกิจการท่องเที่ยวของไทยได้อยู่ไม่น้อย และเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีกับไทยมาช้านาน การเปิดธุรกิจการท่องเที่ยวระหว่างกันจึงไม่น่าจะใช่เรื่องยากเกินความสามารถ
ประเทศที่เป็นดาวรุ่งทางเศรษฐกิจของโลกนอกจากกลุ่มบริค (BRIC) ที่ประกอบไปด้วยประเทศบราซิล รัสเซีย อินเดีย และสาธรารณรัฐประชาชนจีน ยังมีอีก 10 ประเทศที่สามารถฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้อย่างดี ประกอบไปด้วยประเทศเม็กซิโก เกาหลีใต้ ตุรกี โปแลนด์ อินโดนีเซีย ซาอุดิอาระเบีย อิหร่าน ไต้หวัน อาร์เจนตินา และประเทศไทย

ภาพประกอบข่าว
ซึ่งถ้ามองกันใกล้ๆ นักธุรกิจของไทยน่าจะเห็นโอกาสในการหารายได้จากนักท่องเที่ยวจากเกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และนักท่องเที่ยวภายในประเทศเอง แต่ที่ดูจะโดดเด่นมากเป็นพิเศษได้แก่นักท่องเที่ยวชาวอินโดนีเซีย ประเทศมุสลิมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ภายใต้การบริหารงานของประธานาธิปดี ซูซิโล บัมบัง ยุดโฮโยโน
ในปีที่แล้วเศรษฐกิจของอินโดนีเซียมีอัตราการขยายตัวประมาณ 4.4% แม้จะลดลงจากระดับ 6.1% ในปี 2551 แต่อย่าลืมว่าปทีทีผ่านมาเป็นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากทางเศรษฐกิจของทุกประเทศทั่วโลก ขณะที่รายได้ต่อหัวต่อปีของประเทศอินโดนีเซียในปี 2552 อยู่ที่ประมาณ 4,000 เหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากระดับ 3,700 เหรียญสหรัฐต่อหัวต่อปีในปีก่อนหน้า
ชาวอินโดนีเซียก็มีความตื่นตัวในการเดินทางออกนอกประเทศเป็นของขวัญให้กับประชาชนในช่วงปลายปีที่แล้ว
ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ทำให้อินโดนีเซียเป็นตลาดนักท่องเที่ยวที่ผู้ประกอบการของไทยไม่น่าละเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของตลาดหลักอย่างยุโรปยังคงซบเซาต่อเนื่องเช่นนี้
แหล่งข่าว: วัจน พรหโมบล [email protected] หนังสือพิมพ์ Traveler