เชียงรายโดนพิษอาฟต้าเอฟเฟ็กต์ชาวสวนโวยกาแฟลาว-เวียดนามตีตลาด

ข่าวกิจกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่ภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วย เชียงราย สิบสองปันนา เชียงตุง-เมืองลา หลวงพระบาง
Post Reply
Sam
Site Admin
Posts: 1786
Joined: Sun Mar 11, 2007 9:03 pm
Location: เชียงราย
Contact:

เชียงรายโดนพิษอาฟต้าเอฟเฟ็กต์ชาวสวนโวยกาแฟลาว-เวียดนามตีตลาด

Post by Sam »

Image
ภาพประกอบข่าว
อาฟต้าเอ็ฟเฟ็กต์ ชาวสวนกาแฟเชียงรายเดือดร้อนหนัก กาแฟราคาถูกจากกลุ่มอาเซียนเริ่มทะลักเข้ามาตีตลาด กาแฟบนดอยช้างขายไม่ออก ค้างสต๊อกกว่า 10-20 ตัน ขณะที่แบรนด์ดัง "กาแฟดอยช้าง" ไม่ได้รับผลกระทบ มั่นใจสินค้ามีคุณภาพ และส่งออกตลาดพรีเมี่ยม ชี้หากชาวไร่กาแฟไม่ปรับตัวจะเจอปัญหาหนัก

นายวิชา พรหมยงค์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดอยช้างเฟรชโรสเต็ดคอฟฟี่ จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์กาแฟดอยช้าง เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟต้า ที่มีผลตั้งแต่ต้นปี 2552 เป็นต้นมา ไม่ส่งผลกระทบต่อกาแฟดอยช้าง ซึ่งปลูกในพื้นที่ดอยช้าง ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เพราะกาแฟดอยช้างมีคุณภาพและจำหน่ายอยู่ในตลาดบนเท่านั้น

แต่ผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงคือกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ซึ่งยังไม่เข้าสู่กระบวนการพัฒนาคุณภาพหรือเป็นผู้จำหน่ายเมล็ดกาแฟจากไร่รายย่อย ซึ่งจะประสบปัญหากาแฟราคาถูกจากประเทศในกลุ่มอาเซียนเข้ามาตีตลาด

ปัจจุบันบนดอยช้างมีพื้นที่ปลูกกาแฟทั้งหมดประมาณ 20,000 ไร่ โดยมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากชาวไร่กาแฟไม่ปรับตัวจะพบกับปัญหาหนัก เพราะที่ผ่านมาพืชกาแฟแทบไม่ได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐเลย ทั้ง ๆ ที่พยายามเรียกร้องกัน มานานกว่า 8 ปีก่อนจะมีอาฟต้าแล้ว

สำหรับกาแฟดอยช้าง ขณะนี้มีเครือข่าย 12 กลุ่ม พื้นที่ให้ผลผลิตประมาณ 7,000 ไร่ เมื่อปี 2551-2552 มีผลผลิตจำนวน 1,200 ตัน แต่ปี 2552-2553 นี้ให้ผลผลิตแล้วกว่า 1,700 ตัน แต่ยังคงส่งออกไปยังต่างประเทศได้ในอัตราเดิม คือ 97% ของผลผลิตทั้งหมด ส่วนอีก 3% จำหน่ายภายในประเทศ

สำหรับการซื้อขายของชาวไร่ทั่วไป ราคากาแฟกะลากิโลกรัมละ 80-100 บาท ขณะที่กาแฟจากกลุ่มอาเซียนกิโลกรัมละ 30-40 บาท จึงได้รับผลกระทบหนัก

ด้านนายบัญชา คีรีคามสุข ชาวไร่กาแฟบนดอยช้าง ต.วาวี กล่าวว่า ชาวไร่กาแฟได้รับผลกระทบจากการเปิดเอฟทีเอ เพราะกาแฟจากประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะ สปป.ลาว และเวียดนาม มีราคาถูกกว่า ผู้รับซื้อกาแฟจึงลดปริมาณการซื้อจากเกษตรกรไทยลง ส่งผลให้ในปัจจุบันมีผลผลิตกาแฟกะลาบนดอยช้างตกค้างอยู่ในสต๊อกสูงกว่า 10-20 ตัน ขณะนี้ต้นทุนของกาแฟบนดอยช้างอยู่ที่กิโลกรัมละ 80 บาทกว่า ๆ แล้ว เพราะมีขั้นตอนมากทั้งเก็บ ตาก สี หมัก ฯลฯ เมื่อปี 2552 เคยเสนอไปยังกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ให้เร่งช่วยเหลือเกษตรกรโดยการส่งเสริมให้มีการแปรรูปและใส่บรรจุภัณฑ์เพื่อ เพิ่มมูลค่า เนื่องจากชาวไร่ไร้อำนาจต่อรองเรื่องราคา แต่จนถึงปัจจุบันมีเพียง กรมวิชาการเกษตรเท่านั้นที่เข้ามาส่งเสริมเรื่องการพัฒนาคุณภาพผลผลิต

วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4191 ประชาชาติธุรกิจ หน้า 23