
นายธนวรรธน์ พลวิชัย
ม.หอการค้า คาดม็อบเสื้อแดงยืดเยื้อ 1 เดือน ทำเศรษฐกิจเจ๊ง 3.8 หมื่นล้าน รายได้ท่องเที่ยวหด วันละ 500 ล้าน ยอดบริโภคลดวันละ 800 ล้าน ทำจีดีพีลดลง 0.1-0.2% หากยื้อเกิน 3 เดือน เศรษฐกิจสูญแสนล้านบาท จีดีพีดิ่งเหว 0.5%...
เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2553 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ และ ธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผย ถึงผลสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบธุรกิจเพื่อประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทย จากปัจจัยเสี่ยงต่างๆว่าการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงสุด และคาดว่าโอกาสที่การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงยืดเยื้อถึง 1 เดือนจะเกิดได้มากสุด สร้างความเสียงหายต่อระบบเศรษฐกิจ 21,000-38,000 ล้านบาท แยกเป็นผลกระทบต่อการท่องเที่ยว 10,000-20,000 ล้านบาท การลงทุน 1,000-2,000 ล้านบาท การบริโภค ภาคประชาชน 10,000-16,000 ล้านบาท และกระทบต่อการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) 0.1-0.2% โดยคาดทำให้จีดีพีปี 53 เติบโตเพียง 3.3-3.8%
อย่างไรก็ตาม หากการชุมนุมยืดเยื้อต่อถึง 3 เดือน จะสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจเพิ่มเป็น 70,000-100,000 ล้านบาท แยกเป็นผลกระทบต่อการท่องเที่ยว 40,000-50,000 ล้านบาท การลงทุน 10,000-20,000 ล้านบาท การบริโภคภาคประชาชน 20,000-30,000 ล้านบาท และกระทบต่อการขยายตัวของจีดีพี 0.3-0.5% ทำให้จีดีพีปีนี้เติบโตเพียง 3-3.5% แต่ถ้าการชุมนุมยุติภายในเร็ววัน หรือไม่ เกิน 10 วัน จะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจเพียง 7,500-14,000 ล้านบาท และไม่กระทบต่อจีดีพี ที่คาดปีนี้จะโต 3.5-4.0% แต่เชื่อว่าโอกาสนี้คงเกิดขึ้นน้อย
“การชุมนุมทางการเมืองส่งผลกระทบ ต่อภาค ธุรกิจบริการ และ การท่องเที่ยวมากสุด ตอนนี้การท่องเที่ยวลดลงไปแล้ว 15% จากการหายไปของนักท่องเที่ยวเอเชีย 20% และยุโรป 5% ทำให้เม็ดเงินเข้าประเทศหายไปวันละ 200-500 ล้านบาท ส่วนการบริโภค การจับจ่ายใช้สอยลดลงไปราว 10% หรือหายไปวันละ 500-800 ล้านบาท และ อาจกระทบต่อเนื่องถึงความเชื่อมั่นการทำธุรกิจ ภาคการผลิต และจ้างงานได้” นายธนวรรธน์ กล่าว
ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่กระทบต่อ เศรษฐกิจรองลงมา ได้แก่ ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศ ซึ่งหากยังอยู่ในระดับเฉลี่ยไม่เกิน 31 บาทต่อลิตร ผู้ประกอบการยังสามารถยอมรับได้ ขณะที่ อัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่กระทบต่อธุรกิจ เพราะเชื่อมั่นว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนได้ สำหรับแนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการยุบสภานั้น ไม่ใช่ทางออกขณะนี้ เพราะสถานการณ์ยังไม่รุนแรง หรือเกิดเงื่อนไขที่กระทบต่อการบริหารประเทศ ขณะนี้รัฐบาลยังเดินหน้าบริหารงานได้ อีกทั้งหากเปลี่ยนรัฐบาลจะกระทบต่อความเชื่อมั่นภาคธุรกิจทันที ทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไทยเข้มแข็ง หรือโครงการมาบตาพุดที่กำลังเร่งแก้ไขอยู่
แหล่งข่าว: thairath.co.th