หลังจากรอเคลียร์ตัวเอง จนพ้นเวลา 3 ปีจากการลาออกจากบอร์ดของบริษัทบริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)หรือบาฟส์ เพื่อไม่ให้ขัดกับคุณสมบัติของการนั่งเก้าอี้กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)หรือดีดีบินไทย ในฐานะการมีส่วนได้ส่วนเสีย ในที่สุดก็เป็นวันเข้ามาทำหน้าที่ดีดีคนใหม่อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2552 นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ จะมีทิศทางในการบริหารการบินไทย เพื่อสางภาระหนี้กว่า 1.6 แสนล้านบาท และฟื้นฟูกิจการของสายการบินแห่งชาติให้กลับมาผงาดอีกครั้งได้อย่างไร นี่เป็นสัญญาประชาคม หลังการเข้ารับตำแหน่งดังนี้++พัฒนา 3จุดแข็งฟื้นบินไทย
แม้ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ผมยังไม่ได้มารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้มีโอกาสสัมผัสกับการทำงานของฝ่ายบริหารและพนักงานของการบินไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดแข็ง แม้ภายนอกมองว่าเป็นปัญหาด้านการทำงาน บางคนว่าคนเยอะบางคนไม่ถูกใช้งานเท่าที่ควร แต่เมื่อมาสัมผัสเองพบว่าพนักงานทุกคนมีความจริงใจและมีความตั้งใจในการทำ งาน อีกทั้งยังเห็นถึงความร่วมมืออันดีในองค์กรในการช่วยกันประหยัดร่วมกันลดราย จ่ายให้กับองค์กร ซึ่งถึงขณะนี้สามารถลดรายจ่ายให้องค์กรนอกเหนือจากการประหยัดต้นทุนน้ำมัน เชื้อเพลิงได้กว่า 1 หมื่นล้านบาทตามเป้า
แต่ทั้งนี้ก็ยังปฏิเสธไม่ได้ว่าการบินไทยยังมีปัญหาอยู่มาก แต่เมื่อบอร์ดได้ความเห็นชอบเพิ่มอำนาจในการจัดซื้อจัดจ้างให้ดีดีเพิ่มขึ้น จะทำให้การบริหารงานจากนี้มีความคล่องตัวและสามารถฟื้นฟูธุรกิจได้เร็วขึ้น ทั้งนี้การฟื้นฟูธุรกิจนอกจากจะใช้จุดแข็งของพนักงานและฝ่ายบริหารแล้ว ยังต้องมีการฟื้นฟูธุรกิจโดยเน้นถึงจุดแข็งซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญในการ พัฒนาให้การบินไทยเป็นสายการบินชั้นนำของโลก 3 ด้าน ได้แก่ 1. ความเป็นผู้นำในธุรกิจการบินด้านการบริการ ที่สร้างชื่อเสียงมาเป็นเวลายาวนาน 2. มีมาตรฐานด้านการปฏิบัติการบินที่ดีเยี่ยม สร้างความปลอดภัยในระดับโลก และ3. มีทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพทั้งความรู้ ความสามารถ และมีความทุ่มเทเสียสละ ซึ่งไม่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ ทั้งนี้ เพื่อให้การฟื้นฟูการบินไทยให้กลับมาเป็นองค์กรที่มีความแข็งแกร่ง และยั่งยืนได้อย่างรวดเร็ว
++ท็อปไฟว์แอร์ไลน์ชั้นนำของโลก
โดยได้กำหนดเป้าหมายหลัก และกรอบยุทธศาสตร์ของบริษัท ในอีก 5 ปีข้างหน้า ( ปี 2552-2556 ) โดยจะต้องสร้างองค์กรให้มีคุณลักษณะสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ประการแรกการบินไทย ต้องเป็นองค์กรที่มุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ ความต้องการของลูกค้า เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด การบินไทยต้องเข้าใจความต้องการของ ลูกค้าซึ่งอาจซับซ้อนและแตกต่างกัน เพื่อให้สามารถจัดผลิตภัณฑ์และบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าได้
ประการ ที่สองคือต้องเป็นองค์กรที่มีความสามารถในการแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและ ระดับโลก ปัจจุบันลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น การบินไทยจำเป็นต้องมีความเข้มแข็งในทุกๆ ด้าน เพื่อให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งทั้งในด้านการบริการที่ดี ต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ ขณะที่มีการปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพสูง มีต้นทุนทัดเทียมคู่แข่ง โปร่งใสและเป็นธรรม
ประการที่สาม คือต้องเป็นองค์กรที่คล่องแคล่ว เต็มไปด้วยพลังและความคิดสร้างสรรค์ (Dynamic) เพราะธุรกิจการบินในปัจจุบันมีความผันผวนที่เกิดจากปัจจัยภายนอกสูง การบินไทยต้องสามารถปรับตัวและตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงได้เร็ว ไม่ว่าเป็นการลดหรือเพิ่มกำลังการผลิต หรือการพัฒนาสินค้าหรือบริการใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการลูกค้า
ทั้งนี้ การฟื้นฟูธุรกิจให้บริษัทมีคุณภาพทั้งด้านการบริการ สินค้า และการแก้ไขปัญหาทางการเงิน การบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพทั้งหมดให้รวดเร็ว ซึ่งภายใน 2 ปีแรกจะต้องฟื้นฟูให้องค์กรมีความเข้มแข็งขึ้นทั้งด้านบริการและสินค้า และ 2 ปีหลังจะเป็นการพัฒนาธุรกิจเพื่ออนาคตให้การบินไทยจะต้องเป็นสายการบิน ชั้นนำอันดับ 1 ใน 3 ของเอเชีย และอันดับ 1ใน 5 ของโลก
++เน้นบริหารระบบธรรมาภิบาล
สำหรับกรอบแนวทางในการดำเนินงานต่อจากนี้ จะมุ่งเน้นให้การบินไทย สร้างคุณค่าของสินค้าและบริการให้แก่ลูกค้าเพิ่มขึ้นโดยเร็ว ถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจการบิน โดยเร่งปรับปรุงสินค้าและบริการที่สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทุน หรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพื่อให้ลูกค้ามีความพึงพอใจมากขึ้น เช่น การปรับปรุงเมนูอาหาร การสร้างความสม่ำเสมอของผลิตภัณฑ์และบริการ เช่น ถ้าลูกค้าเดินทางในเส้นทางเดียวกันจะได้ขึ้นเครื่องบินในลักษณะเดียวกัน และการปฏิบัติต่อผู้โดยสารที่เท่าเทียมกัน เป็นต้น นอกจากนี้จะเริ่มดำเนินการปรับปรุงที่นั่งและสิ่งอำนวยความสะดวกให้สามารถ แข่งขันได้ โดยจะใช้ระยะเวลาในการปรับปรุงไม่เกิน 2 ปี
รวมไปถึงมีการปฏิรูปกลยุทธ์ทางการตลาด ต้องมุ่งเน้นการสร้างรายได้เป็นหลัก โดยจะปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้มีความแข็งแกร่งโดยเฉพาะการปรับปรุงระบบ การกำหนดราคาและการบริหารรายได้ การพัฒนาช่องทางทางการขาย และความร่วมมือกับสายการบินนกแอร์และสายการบินพันธมิตรต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งต้องมีการทบทวนวิธีการและควบคุมการออกตั๋วฟรีและการอัพเกรด เพื่อมิให้มีผลกระทบต่อการหารายได้ของบริษัท และการจัดทำแผนระยะสั้นในการจัดการฝูงบินรองรับกับฝูงบินใหม่ที่จะเข้ามา ทั้งเอ 330 และ เอ380 ซึ่งเริ่มทยอยรับมอบในปีนี้ถึงปี 2555
อีกทั้งยังต้องสร้างเสริมธรรมาภิบาลในองค์กร โดยการนำแนวคิด Whistleblower Policy ระบบการร้องเรียนและให้ข้อมูลเบาะแสของความไม่ถูกต้องในบริษัทที่ชัดเจน โดยให้การคุ้มครองผู้แจ้งเหตุ ซึ่งเป็นระบบที่หลายบริษัทชั้นนำของโลกนำมาใช้ได้เป็นอย่างดี เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมในองค์อย่างทั่วถึง
++ยืดหนี้-เพิ่มทุนอีก 2 หมื่นล.
ส่วนการฟื้นฟูธุรกิจการบินไทยก็ถือเป็นเรื่องจำเป็นมาก เพราะขณะนี้การบินไทยมีหนี้เยอะมากและเป็นหนี้ระยะสั้น อันเกิดจากการกู้ซื้อเครื่องบิน การบินไทยมีเครื่องบินอายุการใช้งานเฉลี่ย 20 ปี แต่จะต้องชำระหนี้ในระยะเวลา 5-6 ปี จึงควรจะมีหนี้ระยะยาวเช่นกัน ซึ่งจะต้องมีการศึกษา ในเรื่องนี้ ซึ่งในเบื้องต้นมองว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะต้องอาศัยการเพิ่มทุนและควรจะ ยืดระยะเวลาหนี้
สำหรับหนี้ของการบินไทยขณะนี้มีมากถึง 1.63 แสนล้านบาท เป็นหนี้ต่อทุนสัดส่วน 3 ต่อ 1 หากมีการดำเนินการเพิ่มทุน ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นปีนี้ โดยคาดว่าการเพิ่มทุนควรจะเพิ่มทุนประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากเพิ่มทุนแล้วภายในปี 2553 จะส่งผลให้หนี้ของบริษัทลดลงอยู่ในสัดส่วนหนี้ต่อทุนเหลือเพียง 2 ต่อ 1 เท่านั้น
ขณะที่แผนในการหารายได้นั้น จากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง ไม่มีความแน่นอนว่าจะฟื้นตัวเร็ว กอปรกับปัญหาทางการเมืองในประเทศ ราคาน้ำมันซึ่งมีความผันผวนน่าห่วง จึงต้องมีการวางแผนฟื้นฟูธุรกิจการบินไทยให้ดี แต่ด้วยบอร์ดได้ให้อำนาจในการบริหารของดีดีเพิ่มทั้งการมีอำนาจเบิกจ่ายวง เงินจัดซื้อจัดจ้างจากเดิม 50 ล้านบาทเป็น 50-200 ล้านบาท สำหรับเรื่องทั่วไป และ 500 ล้านบาทสำหรับการเบิกจ่ายเงินเรื่องการจัดซื้อน้ำมัน จะทำให้ดีดีมีความคล่องตัวในการบริหารงานในภาวะความเสี่ยงได้ดีขึ้น
อีกทั้งดีดียังมีอำนาจในการพิจารณาการโยกย้ายหรือแต่งตั้งฝ่ายบริหารใน ตำแหน่งอีวีพีและวีพี ก็จะช่วยลดปัญหาการแทรกแซงจากภายนอกได้ เพราะเดิมอำนาจการโยกย้ายเป็นของบอร์ดซึ่งแต่ละฝ่ายส่งรายชื่อขึ้นมาให้ บอร์ดเซ็นอนุมัติแต่งตั้ง แต่ครั้งนี้ดีดีจะได้พิจารณาบุคคลทำงานให้ตรงกับงานได้ทำงานอย่างมี ประสิทธิภาพ พร้อมทั้งจากวิกฤติทางการเงินของบริษัทซึ่งดีดีก็ได้แจ้งต่อพนักงานทุกคนได้ รับทราบ เพื่อให้ช่วยกันลดรายจ่ายในบริษัท ซึ่งขณะนี้ลดได้แล้วกว่า 1 หมื่นล้านบาท และจะมีการพิจารณาต่อว่าควรลดรายจ่ายต่อไปอีกหรือไม่
นอกจากนี้ผมยังได้ชี้แจงให้ฝ่ายบริหารในระดับอีวีพี วีพีต่างๆ รวมถึงดีดีถึงวิกฤติทางเงินเพื่อขอความร่วมมือลดสิทธิพิเศษต่างๆ ลง เช่น การให้บริการในชั้นหนึ่ง
สำหรับผู้บริหารในเส้นทางบินไกล เช่น กรุงเทพฯ-ลอนดอน จะให้บริการชั้นบิสิเนส แต่หากชั้นหนึ่งว่างจึงให้สิทธิกลับไปนั่งชั้นหนึ่ง ทั้งนี้เพราะในเส้นทางบินไกล สามารถขายตั๋วได้ราคาสูง (กว่าแสนบาทต่อที่นั่งชั้นหนึ่ง)ได้ นั่นจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทได้
อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังจากการพยายามลดต้นทุนรายจ่ายในองค์กร การลดรายจ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงการมีแผนฟื้นฟูธุรกิจ การเพิ่มรายได้ในส่วนที่เกี่ยวเนื่อง เช่น นกแอร์ จะช่วยให้การบินไทยมีรายได้ใกล้เคียงกับที่เคยประเมินไว้ก่อนเกิดวิกฤติ เศรษฐกิจโลก ปีนี้อยู่ที่ 1.57 แสนล้านบาท และปี 2553 น่าจะเพิ่มขึ้น 18% มีรายได้อยู่ที่ 1.86 แสนล้านบาท ซึ่งก็ยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับปี 2551 ที่มีรายได้ 2.02 แสนล้านบาท
ทั้งหมดนี้เป็นแผนธุรกิจของ "ปิยสวัสดิ์" หลังเข้ารับตำแหน่งดีดี คนที่ 15 ของการบินไทย ผู้ซึ่งจะมาเป็นกุญแจไขปัญหาที่คั่งค้างสะสมมานานกว่า 40 ปี
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2,472 22 ต.ค.- 24 ต.ค. 2552 http://www.thannews.th.com/index.php?op ... Itemid=448" onclick="window.open(this.href);return false;