Page 1 of 1

ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ-ผจญภัย ภาคเหนือพร้อมเป็นฮับ รัฐต้องหนุน

Posted: Mon Nov 09, 2009 11:35 pm
by Sam
ท่องเที่ยวเชิงนิเวศและผจญภัยไร้ผลกระทบ - ระบุภาคเหนือพร้อมเป็นฮับแต่รัฐต้องหนุนเต็มที่

Image ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ – ททท.จัดสัมมนา “เปิดมุมมองท่องเที่ยว ตอน นิเวศสัญจร ตะลอนภาคเหนือ” ชี้ ภาคเหนือพร้อมเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและผจญภัย เนื่องจากมีองค์ประกอบเกื้อหนุนรอบด้านทั้งแหล่งท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้น ฐาน อย่างไรก็ตามยังมีความจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้เกิด ความยั่งยืน รวมทั้งต้องเน้นสร้างมาตรฐานและคุณภาพมากกว่าแข่งขันด้านราคา

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย จัดการสัมมนาหัวข้อ “ภาคเหนือ กับ Eco Hub : ใกล้ความฝันหรือไกลความจริง” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสัมมนา “เปิดมุมมองท่องเที่ยว ตอน นิเวศสัญจร ตะลอนภาคเหนือ” ในการจัดงาน Northern & Adventure Travel Mart 2009 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-8 พ.ย.2552 ที่สวนเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่

โดยในการสัมมนา นางศศิอาภา สุคนธรัตน์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมสินค้าท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แสดงความเห็นว่า ประเทศไทยมีทรัพยากรและศักยภาพในด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและผจญภัยสูงมาก โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือนับว่ามีความพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว ด้านนี้ได้ เพราะมีองค์ประกอบสนับสนุนค่อนข้างครบ ทั้งการที่มีอุทยานแห่งชาติถึง 17 แห่งอยู่ในภาคเหนือ ซึ่งแต่ละแห่งล้วนเป็นที่รวบรวมแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและผจญภัยชั้นยอด ของประเทศไทยไว้ทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ยังมีความพร้อมในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมเดินทางและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวด้วย

อย่างไรก็ตาม อดีตผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมสินค้าท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ระบุว่า ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าปัจจุบันการบริหารจัดการการท่องเที่ยวในประเทศไทย ยังด้อยประสิทธิภาพค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการบริหารจัดการของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นปัญหาอุปสรรคในการทำให้เกิดการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

โดยเฉพาะสำหรับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและผจญภัย ที่ความยั่งยืนของแหล่งท่องเที่ยวถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งนี้ เสนอแนะว่าภาครัฐสมควรและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งพัฒนาในส่วนนี้ ตลอดจนการดึงชุมชนท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีส่วนได้เสียโดยตรงและอยู่ในพื้นที่ของแหล่งท่องเที่ยว เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดรูปแบบการบริหารจัดการที่เหมาะสมด้วย

“โดยศักยภาพและความพร้อมทุกด้านทำให้ทุกวันนี้ประเทศไทยยังคงเป็นผู้ นำทางด้านการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศใกล้เคียงกัน แต่หากการพัฒนาการท่องเที่ยวของเราหยุดนิ่งในที่สุดก็คงจะถูกประเทศอื่นๆ แซงหน้าไปได้ไม่ยาก เพราะแต่ละประเทศต่างมีความตื่นตัวและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องเหมือนกัน ปัญหาที่สำคัญของการท่องเที่ยวเราในเวลานี้ คือ ภาครัฐยังคงขาดการบริหารจัดการในเรื่องของการท่องเที่ยวที่ดีพอ ซึ่งจะต้องแก้ไขปัญหาในจุดนี้ให้ได้” นางศศิอาภา กล่าว

ขณะที่นางดวงกมล จันสุริยวงศ์ นายกสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย กล่าวว่า ในช่วงที่ประเทศประสบปัญหาการท่องเที่ยวซบเซาในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมาเนื่องจากสาเหตุทั้งภายในและนอกประเทศนั้น ปรากฏว่า ในส่วนของตลาดนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศและผจญภัย กลับไม่ได้รับผลกระทบ โดยยังคงมีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่องและมีแนว โน้มดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มและมีกำลังซื้อสูง สิ่งสำคัญที่จะดึงดูดใจนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ได้คือสินค้าทางการท่องเที่ยว ที่น่าสนใจ มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ดังนั้นการจัดการให้เกิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจึงมีความสำคัญจำเป็น อย่างมาก

นางดวงกมล กล่าวอีกว่า การท่องเที่ยวเชิงนิเวศและผจญภัย เป็นการท่องเที่ยวที่ต้องมีการจัดการมากกว่าการท่องเที่ยวปกติทั่วไป เพราะจะต้องมีการให้ข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกในการ อนุรักษ์ควบคู่กันไปด้วย ที่สำคัญ จะต้องดูความพร้อมของพื้นที่ด้วย เนื่องจากเป็นการท่องเที่ยวในแหล่งธรรมชาติ ที่กิจกรรมส่วนใหญ่มีปัจจัยเรื่องของช่วงเวลาและฤดูกาลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งตรงจุดนี้เองที่เป็นเสน่ห์ของการท่องเที่ยวรูปแบบนี้ เป็นเหตุผลที่ทำให้ตราบใดที่ยังคงสามารถรักษาสภาพพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่อง เที่ยวให้สมบูรณ์ได้ก็จะยังสามารถดึงดูดใจนักท่องเที่ยวได้ตลอดนั่นเอง

สำหรับความพร้อมของจังหวัดเชียงใหม่ และภาคเหนือในการเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและผจญภัยนั้น นายกสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย แสดงความเห็นว่า มีความเป็นไปได้เพราะมีความพร้อมในด้านต่างๆ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่สำคัญที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้นั้น เชียงใหม่และภาคเหนือ จะต้องดึงจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา และสร้างภาพลักษณ์ที่ทำให้มองเห็นถึงความแตกต่างจากที่อื่นๆ ให้ได้ พร้อมกันนี้จะต้องเน้นการสร้างมาตรฐานและคุณภาพของสินค้าและบริการในการแข่ง ขัน ไม่ใช่การแข่งขันทางด้านราคา เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถสร้างให้เกิดความยั่งยืนได้

ด้านศาสตราจารย์ ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด ผู้อำนวยการสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า การพัฒนาการท่องเที่ยวของเชียงใหม่เป็นไปอย่างไร้ทิศทางและไม่เป็นระบบ ซึ่งหากต้องการจะก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวให้ได้จำเป็นจะต้อง มีการสร้างภาพลักษณ์ในการเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวขึ้นใหม่ และมีการดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมกันพัฒนาอย่างเป็นระบบและไปในทิศทางเดียว กัน โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐานและคุณภาพของสินค้าและบริการ และการสร้างระบบการให้ข้อมูลและเครือข่ายในการส่งต่อนักท่องเที่ยว

“การจะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวได้ ไม่ใช่แค่เพียงมีเครื่องบินเท่านั้นแล้วจะทำให้นักท่องเที่ยวบินมา แต่จะต้องมีสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและมาตรฐาน รวมทั้งต้องมีข้อมูลที่จะบอกให้เขารับรู้ด้วยว่าเรามีสินค้าและบริการทางการ ท่องเที่ยวอะไรบ้างที่น่าสนใจ และมีเหตุผลอะไรที่เป็นสิ่งชักจูงใจให้เขาจะต้องมาท่องเที่ยวให้ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องเรียนรู้และร่วม กันทำงานเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวของเราให้ก้าวไปข้างหน้า” ศาสตราจารย์ ดร.มิ่งสรรพ์ กล่าว

นอกจากนี้ ผู้อำนวยการสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จากการศึกษาประสิทธิภาพการแข่งขันและการบริหารจัดการของโรงแรมในจังหวัด เชียงใหม่ พบว่าส่วนใหญ่มีประสิทธิภาพแค่เพียงในระยะสั้นเท่านั้น ส่วนประสิทธิภาพในระยะยาวมีน้อยมาก เนื่องจากมักจะใช้การตัดราคาเป็นกลยุทธหลัก ซึ่งอยากเสนอแนะว่าควรจะต้องมีการปรับเปลี่ยนไปใช้การแข่งในเรื่องคุณภาพและ มาตรฐานจะดีกว่า

แหล่งข่าว: http://manager.co.th/Local/ViewNews.asp ... 0000134653" onclick="window.open(this.href);return false;
ภาพประกอบข่าว: http://www.chiangmainews.co.th/images/img/10070-2.jpg" onclick="window.open(this.href);return false;