เหตุจากการเมืองทำพิษ ทุนไทยในเขมรเครียด
Posted: Sat Nov 14, 2009 12:07 am
การเมืองทำพิษ เปลี่ยน "สนามการค้า" เป็น "สนามรบ" "ทิฟฟี่ -เบียร์ช้าง-หมอเสริฐ " ทุนไทยในเขมรเครียด

แล้วสนามการค้าระหว่างไทย-กัมพูชา มีมูลค่าปีละ 5-6 หมื่นล้าน อันเป็นโอกาสของทุนไทย ได้ถูกนักการเมือง เปลี่ยนโอกาสเป็นวิกฤต อย่างน่าเสียดาย เพราะนักการเมืองไทยยุคปัจจุบัน ได้เปลี่ยนสนามการค้าเป็นสนามรบไปเรียบร้อยแล้ว หาก "น้าชาติ" ฟื้นขึ้นมา อาจร้องด่า ... ไอ้พวกสิ้นคิด
ชั่วโมงนี้ ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ที่ร้าวฉาน อาจกระทบต่อการค้าการลงทุนของทุนไทย หากมีการปิดด่านชายแดนอาจกระทบต่อรายได้การค้าชายแดนราว 2-3 หมื่นล้านบาท
ทุกวันนี้ การค้าชายแดนคิดเป็นร้อยละ 80 ของการค้ารวมระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่ง 8 เดือนแรกมีมูลค่าการค้า 3.6 หมื่นล้านบาท สิ้นปีนี้คาดว่าจะมีประมาณ 5 หมื่นล้านบาท
ที่สำคัญก็คือ ปี 2551 การค้าระหว่างไทย-กัมพูชามีมูลค่า 2,130 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดแล้วประมาณ 7.2 หมื่นล้านบาท ไทยส่งออก 2,040 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่นำเข้าเพียง 90 ล้านเหรียญสหรัฐ เห็นชัดๆ ว่า ทุนไทย ได้รับผลกระทบแบบเต็ม ๆ
ภายหลังจากเกิดวิกฤตความสัมพันธ์ครั้งล่าสุดระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา เมื่อ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีและผู้นำของกัมพูชา ประกาศแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชาและเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของ สมเด็จฮุน เซน
นำไปสู่ปฏิกิริยาตอบโต้จากรัฐบาลไทยทันควัน โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทย รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศ แสดงท่าทีไม่พอใจต่อกรณีดังกล่าว พร้อมกับตัดสินใจเรียกตัวเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญกลับประเทศไทย นอกจากนี้ยังประกาศว่าจะทบทวนข้อตกลง ความร่วมมือ การให้ความช่วยเหลือแก่กัมพูชา ในทุกเรื่องทุกประเด็น
แม้ว่าท่าทีแข็งกร้าวที่ นายอภิสิทธิ์ แสดงออกในคราวนี้ จะได้รับเสียงตอบรับอย่างอื้ออึง ส่งผลให้คะแนนนิยมในตัวนายอภิสิทธิ์และรัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกน นำพุ่งขึ้นสูงพอๆ กับกระแส "ชาตินิยม" ที่อาจเป็นชนวนสำคัญในการแปรเปลี่ยน "สนามการค้า" ไทย-กัมพูชา ให้กลายเป็น "สนามรบ" หรือ "สนามมวย" ที่ทั้ง 2 ฝ่ายเผชิญหน้ากันอย่างตึงเครียด
แต่สถานการณ์ดังกล่าวกลับกลายเป็นปัจจัยลบที่อาจส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องใน มิติทางเศรษฐกิจ ซึ่งสร้างความวิตกกังวลให้กับภาคธุรกิจเอกชนไทยหลายๆ กลุ่มมากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพ่อค้ารายย่อยที่นำเข้า ส่งออก ค้าขายแบบรายย่อยตามแนวชายแดน ไปจนถึงกลุ่มทุนไทยขนาดใหญ่ระดับชาติที่ต่างก็เข้าไปปักหลักลงทุน ทำธุรกิจการค้า บริการ การท่องเที่ยว ธุรกิจการผลิตอยู่ในกัมพูชามาก่อนหน้านี้
หากจะเรียกว่า เป็นภาวะ เครียดฉับพลัน สำหรับกลุ่มทุนไทยที่เข้าไปลงหลักปักฐานอยู่ในกัมพูชา ก็คงไม่ผิดนัก แม้ว่ากลุ่มทุนขนาดใหญ่หลายๆ รายจะมีประสบการณ์ มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มคนสำคัญผู้ทรงอำนาจในกัมพูชาดีพอสมควร อีกทั้งยังมีบทเรียนผ่านวิกฤตการณ์ที่รุนแรงกว่านี้มาแล้วก็ตาม
ทั้งนี้ยังไม่นับความเสียหายเบื้องต้นที่เกิดขึ้นทันทีกับกลุ่มทุนรายย่อยที่ดำเนิน กิจการค้าผ่านชายแดน ไทย-กัมพูชา ธุรกิจท่องเที่ยวของทั้ง 2 ฝ่าย
จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่แม้ว่าตัวแทนของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ส่วนหนึ่ง จะตบเท้าออกมาสนับสนุนมาตรการตอบโต้ของรัฐบาล แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ยังมีความคาดหวังลึกๆ แบบที่ นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ที่ปรึกษาคณะกรรมการส่งเสริมเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์มีความเสี่ยงที่จะกระทบกับการค้าและการลงทุน จึงอยากเรียกร้องให้จบปัญหาทุกอย่างภายใน 1 เดือน
เพราะหากยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมความร่วมมือภายใต้อาเซียนที่ทั้งสองประเทศเป็นสมาชิกอยู่อีกด้วย
ขณะเดียวกัน เมื่อตรวจแถวลึกลงไปถึงบรรดากลุ่มทุนไทยรายใหญ่ที่เข้าไปลงทุนทั้งทางตรงและ ทางอ้อม ซึ่งต่างกำลังเกาะติดสถานการณ์อยู่อย่างใกล้ชิด จะพบว่า ล้วนเป็นกลุ่มทุนรายใหญ่ระดับแถวหน้าของเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็น เครือซิเมนต์ไทย เอสซีจี (เข้าไปลงทุนผลิตวัสดุก่อสร้าง), เครือเจริญโภคภัณฑ์ ของ เจ้าสัวธนินทร์ เจียรวนนท์ (เข้าไปลงทุนธุรกิจเกษตร), กลุ่มไทยเบฟเวอเรจ หรือกลุ่มเบียร์ช้าง ของ นายเจริญ สิริวัฒนภักดี (มีกลุ่มสินค้าส่งเข้าไปจำหน่ายและเข้าไปเตรียมลงทุนด้านการเกษตร), กลุ่มไทยนครพัฒนา ของ นายสุภชัย วีระภุชงค์ เจ้าของผลิตภัณฑ์ยา "ทิฟฟี่" (เข้าไปลงทุนธุรกิจโรงแรม ท่องเที่ยว สนามกอล์ฟ ฯลฯ), กลุ่มสามารถ ของ นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ (เข้าไปลงทุนธุรกิจสื่อสร โทรคมนาคม), กลุ่มบางกอกแอร์เวย์ส ของ น.พ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ (เข้าไปลงทุนธุรกิจท่องเที่ยว การบิน)
จริงอยู่หากติดตามสถานการณ์ความขัดแย้ง และปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่าง ไทย-กัมพูชา ที่ปะทุขึ้นมาหลายระลอก โดยเฉพาะข้อพิพาทเกี่ยวกับพื้นที่เขาพระวิหาร จะพบว่า กลุ่มทุนไทยยังเชื่อมั่นในสายสัมพันธ์ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองยังไม่ค่อยส่งผลกระทบในเชิงธุรกิจอย่างชัดเจน มากนัก
แต่ในสถานการณ์ล่าสุด หลายกลุ่มก็ยังคงจับตาและประเมินแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นแบบเกาะติดตลอด
แหล่งข่าวจากเครือโอสถสภาฯ ซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าไทยรายใหญ่ในกัมพูชา ระบุว่า แนวโน้มน่าจะไม่ถึงขั้นกระทบต่อภาคธุรกิจ รวมถึงความนิยมสินค้าไทยที่เป็นไปด้วยดีมาตลอด
ขณะที่กลุ่มเจ้าของโรงงานน้ำตาลจากเมืองไทยที่ยกขบวนเข้าไปลงทุนในกัมพูชา กันอย่างคึกคัก ก็ไม่ประมาทกับสถานการณ์ดังกล่าวโดย นายชลัช ชินธรรมมิตร์ รองประธานกรรมการสายงานการพัฒนาธุรกิจ บมจ.น้ำตาลขอนแก่น กล่าวว่า เหตุการณ์นี้ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินการธุรกิจ แต่อาจจะมีผลในเชิงของขวัญและกำลังใจของพนักงาน ทางบริษัทได้ประสานไปยังรัฐบาลกัมพูชา เพื่อขอกำลังทหารมาดูแลประมาณ 100 นาย ตั้งแต่ช่วงก่อสร้างโรงงานแล้ว แต่ถ้าสถานการณ์ส่อเค้าจะเกิดความรุนแรงขึ้น ก็คงต้องขอกำลังทหารจากรัฐบาลกัมพูชามาดูแลเพิ่ม เพราะเขาก็ไม่อยากเกิดความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม กลุ่มหลักที่ขึ้นชื่อในเรื่องสายสัมพันธ์อย่าง "ทิฟฟี่" ก็ยังยืนยันว่า ปัญหาเกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไป มีทางออกและโอกาสใหม่ๆ เสมอ นายสุภชัย
วีระภุชงค์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยนครพัฒนา จำกัด ยังคงกล่าวยืนยันหนักแน่นเหมือนกันทุกครั้งว่า เมื่อมรสุมใหญ่ผ่านพ้นไป การดำเนินธุรกิจและการลงทุนในกัมพูชาก็จะกลับมาเติบโต ธุรกิจของตนนอกจากที่เสียมเรียบแล้ว ในพนมเปญก็มีโรงแรม โรงงานผลิตน้ำดื่ม โรงผลิตยารักษาโรค ปี 2553 พร้อมเตรียมวางแผนลงทุนเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท สร้างสนามกอล์ฟแห่งแรกบริเวณที่ดิน 1,000 ไร่
เช่นเดียวกับ "รุ่นใหญ่" อย่าง นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด เจ้าของบางกอกแอร์เวย์ส และ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เจ้าของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ มองว่าเหตุการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องกรณีพิพาททางการทูต ซึ่งอาจจะลากยาวไปจนถึงสิ้นเดือนธันวาคมนี้ แต่ก็จะไม่ส่งผลสะเทือนต่อธุรกิจในเครือซึ่งเข้าไปบุกเบิกความสัมพันธ์ขยาย การลงทุนตามเมืองหลักในกัมพูชาต่อเนื่องมาถึง 18 ปี บนเส้นทางนี้เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วก็ผ่านพ้นด้วยดีมา ตลอด เพราะรัฐบาลกัมพูชามีความเข้าใจนักลงทุนต่างประเทศที่เข้าไปทำให้
ขณะที่นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) กล่าวถึงภาพรวมของบริษัทในเครือที่กลุ่มสามารถฯได้เข้าไปลงทุนในประเทศ กัมพูชาว่าไม่ได้รับผลกระทบจากกรณีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาแต่อย่างใด และยังคงมีการดำเนินงานตามปกติ อย่างไรก็ตามได้ส่งผู้บริหารระดับสูงคือนายเจริญรัฐ วิไลลักษณ์ไปเกาะติดสถานการณ์ และดูแลพนักงานคนไทยในกัมพูชาแล้ว
ทั้งนี้กลุ่มสามารถฯมีธุรกิจในประเทศกัมพูชาประกอบด้วยบริษัท แคมโบเดีย แอร์ ทราฟฟิก เซอร์วิสเซส จำกัด ที่ให้บริการควบคุมการจราจรทางอากาศ ครอบคลุมทั่วน่านฟ้าประเทศกัมพูชา และบริษัท Kampot Power Plant จำกัด ซึ่งผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าแก่โรงงานกัมปอตซิเมนต์ในเครือซิเมนต์ไทย
นายวัฒน์ชัยกล่าวว่าสาเหตุที่ไม่ได้รับผลกระทบเนื่องจากธุรกิจการให้บริการควบ คุมการจราจรทางอากาศส่วนใหญ่จะดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ชาวกัมพูชา มีพนักงานชาวไทยน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารระดับสูง ซุปเปอร์ไวเซอร์และวิศวกรเทคนิคจำนวนหนึ่งเท่านั้น
ส่วนกรณีที่มี พนักงานชาวไทยถูกทางการกัมพูชาจับกุมตัวนั้น นายวัฒน์ชัยกล่าวว่าได้รับทราบว่าถูกจับกุมตัวไป 2 คนเนื่องจากมีการนำข้อมูลการบินออกไปนอกบริษัท แต่ถูกปล่อยตัวแล้ว 1 คนเนื่องจากสอบสวนพบว่าไม่เกี่ยวข้อง ส่วนอีก 1 คนอยู่ระหว่างการสอบสวนเพราะมีความสัมพันธ์เป็นเพื่อนกับเลขานุการประจำสถาน ทูตไทยที่ถูกทางการกัมพูชาขับออกนอกประเทศก่อนหน้านี้ ในเบื้องต้นบริษัทได้แจ้งให้กระทรวงการต่างประเทศรับทราบและมีผู้บริหารของ บริษัทคอยดูแลอยู่แล้ว
“เราทำวิทยุการบินในกัมพูชา มีระเบียบปฏิบัติและมาตรฐานต่างๆตามหลักสากล บริษัทเองไม่มีนโยบายให้พนักงานเอาข้อมูลออกไปนอกบริษัทและไม่มีเจตนาให้ เกิดเรื่องในลักษณะนี้ ตลอดเวลาที่ทำธุรกิจในกัมพูชาเราก็ระมัดระวังเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามเท่าที่ทราบข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่ข้อมูลชั้นความลับอะไร เป็นข้อมูลการขึ้น-ลงของเครื่องบินซึ่งหาดูได้ทั่วไปอยู่แล้ว เพียงแต่ระยะนี้มีประเด็นละเอียดอ่อนระหว่างไทยกับกัมพูชาและเมื่อเป็นคนไทย ด้วยก็ยิ่งดูไม่ดีกันใหญ่”
นายวัฒน์ชัยให้ความเห็นว่านักธุรกิจไทยที่ลง ทุนในกัมพูชาคงต้องปรับตัวและระมัดระวังตัวมากขึ้นในสถานการณ์เช่นนี้ โดยเฉพาะผู้ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับทางด้านข้อมูล อย่างไรก็ตามในส่วนของนักธุรกิจแล้วพยายามจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และไม่อยากให้การเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะทำให้ธุรกิจเสียหายเยอะ
สำหรับ ผลการดำเนินงานของทั้ง 2 บริษัทในกัมพูชานั้นบริษัท แคมโบเดีย แอร์ ทราฟฟิก เซอร์วิสเซส จำกัดมีรายได้ประมาณ 200 ล้านบาทในทุกๆไตรมาส และปริมาณการจราจรทางอากาศก็มีการเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ โดยบริษัทมีแผนที่จะให้บริการเพิ่มที่สีหนุ แอร์พอร์ทในปี 2553 ส่วนธุรกิจโรงไฟฟ้ามีรายได้ประมาณไตรมาสละ 50 ล้านบาท
นั่นคือมุมมองของบรรดากลุ่มทุนไทยที่อาจเริ่มมีอาการเครียดเล็กๆ กับสถานการณ์ที่ยังต้องเกาะติดกันต่อไป ว่าทางออกในท่ามกลางวิกฤตความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย-กัมพูชา ซึ่งมีตัวแปรต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการเมืองภายในประเทศของทั้ง 2 ฝ่ายเอง หรือปัจจัยด้านผลประโยชน์ทั้งในระดับทวิภาคี ไปจนถึงระดับภูมิภาคอาเซียน
และเชื่อว่าทุกฝ่ายังคาดหวังที่จะเห็น "สนามการค้า" กลับมาคึกคักด้านธุรกิจดังเดิม มากกว่าที่จะกลายเป็น "สนามรบ"
ซึ่งท้ายที่สุด ทุกฝ่ายมีแต่เสียกับเสียท่านั้นเอง
แหล่งข่าว: วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 15:30:27 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ http://www.prachachat.net/news_detail.p ... 2&catid=no" onclick="window.open(this.href);return false;

แล้วสนามการค้าระหว่างไทย-กัมพูชา มีมูลค่าปีละ 5-6 หมื่นล้าน อันเป็นโอกาสของทุนไทย ได้ถูกนักการเมือง เปลี่ยนโอกาสเป็นวิกฤต อย่างน่าเสียดาย เพราะนักการเมืองไทยยุคปัจจุบัน ได้เปลี่ยนสนามการค้าเป็นสนามรบไปเรียบร้อยแล้ว หาก "น้าชาติ" ฟื้นขึ้นมา อาจร้องด่า ... ไอ้พวกสิ้นคิด
ชั่วโมงนี้ ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ที่ร้าวฉาน อาจกระทบต่อการค้าการลงทุนของทุนไทย หากมีการปิดด่านชายแดนอาจกระทบต่อรายได้การค้าชายแดนราว 2-3 หมื่นล้านบาท
ทุกวันนี้ การค้าชายแดนคิดเป็นร้อยละ 80 ของการค้ารวมระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่ง 8 เดือนแรกมีมูลค่าการค้า 3.6 หมื่นล้านบาท สิ้นปีนี้คาดว่าจะมีประมาณ 5 หมื่นล้านบาท
ที่สำคัญก็คือ ปี 2551 การค้าระหว่างไทย-กัมพูชามีมูลค่า 2,130 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดแล้วประมาณ 7.2 หมื่นล้านบาท ไทยส่งออก 2,040 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่นำเข้าเพียง 90 ล้านเหรียญสหรัฐ เห็นชัดๆ ว่า ทุนไทย ได้รับผลกระทบแบบเต็ม ๆ
ภายหลังจากเกิดวิกฤตความสัมพันธ์ครั้งล่าสุดระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา เมื่อ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีและผู้นำของกัมพูชา ประกาศแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชาและเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของ สมเด็จฮุน เซน
นำไปสู่ปฏิกิริยาตอบโต้จากรัฐบาลไทยทันควัน โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทย รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศ แสดงท่าทีไม่พอใจต่อกรณีดังกล่าว พร้อมกับตัดสินใจเรียกตัวเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญกลับประเทศไทย นอกจากนี้ยังประกาศว่าจะทบทวนข้อตกลง ความร่วมมือ การให้ความช่วยเหลือแก่กัมพูชา ในทุกเรื่องทุกประเด็น
แม้ว่าท่าทีแข็งกร้าวที่ นายอภิสิทธิ์ แสดงออกในคราวนี้ จะได้รับเสียงตอบรับอย่างอื้ออึง ส่งผลให้คะแนนนิยมในตัวนายอภิสิทธิ์และรัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกน นำพุ่งขึ้นสูงพอๆ กับกระแส "ชาตินิยม" ที่อาจเป็นชนวนสำคัญในการแปรเปลี่ยน "สนามการค้า" ไทย-กัมพูชา ให้กลายเป็น "สนามรบ" หรือ "สนามมวย" ที่ทั้ง 2 ฝ่ายเผชิญหน้ากันอย่างตึงเครียด
แต่สถานการณ์ดังกล่าวกลับกลายเป็นปัจจัยลบที่อาจส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องใน มิติทางเศรษฐกิจ ซึ่งสร้างความวิตกกังวลให้กับภาคธุรกิจเอกชนไทยหลายๆ กลุ่มมากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพ่อค้ารายย่อยที่นำเข้า ส่งออก ค้าขายแบบรายย่อยตามแนวชายแดน ไปจนถึงกลุ่มทุนไทยขนาดใหญ่ระดับชาติที่ต่างก็เข้าไปปักหลักลงทุน ทำธุรกิจการค้า บริการ การท่องเที่ยว ธุรกิจการผลิตอยู่ในกัมพูชามาก่อนหน้านี้
หากจะเรียกว่า เป็นภาวะ เครียดฉับพลัน สำหรับกลุ่มทุนไทยที่เข้าไปลงหลักปักฐานอยู่ในกัมพูชา ก็คงไม่ผิดนัก แม้ว่ากลุ่มทุนขนาดใหญ่หลายๆ รายจะมีประสบการณ์ มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มคนสำคัญผู้ทรงอำนาจในกัมพูชาดีพอสมควร อีกทั้งยังมีบทเรียนผ่านวิกฤตการณ์ที่รุนแรงกว่านี้มาแล้วก็ตาม
ทั้งนี้ยังไม่นับความเสียหายเบื้องต้นที่เกิดขึ้นทันทีกับกลุ่มทุนรายย่อยที่ดำเนิน กิจการค้าผ่านชายแดน ไทย-กัมพูชา ธุรกิจท่องเที่ยวของทั้ง 2 ฝ่าย
จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่แม้ว่าตัวแทนของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ส่วนหนึ่ง จะตบเท้าออกมาสนับสนุนมาตรการตอบโต้ของรัฐบาล แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ยังมีความคาดหวังลึกๆ แบบที่ นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ที่ปรึกษาคณะกรรมการส่งเสริมเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์มีความเสี่ยงที่จะกระทบกับการค้าและการลงทุน จึงอยากเรียกร้องให้จบปัญหาทุกอย่างภายใน 1 เดือน
เพราะหากยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมความร่วมมือภายใต้อาเซียนที่ทั้งสองประเทศเป็นสมาชิกอยู่อีกด้วย
ขณะเดียวกัน เมื่อตรวจแถวลึกลงไปถึงบรรดากลุ่มทุนไทยรายใหญ่ที่เข้าไปลงทุนทั้งทางตรงและ ทางอ้อม ซึ่งต่างกำลังเกาะติดสถานการณ์อยู่อย่างใกล้ชิด จะพบว่า ล้วนเป็นกลุ่มทุนรายใหญ่ระดับแถวหน้าของเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็น เครือซิเมนต์ไทย เอสซีจี (เข้าไปลงทุนผลิตวัสดุก่อสร้าง), เครือเจริญโภคภัณฑ์ ของ เจ้าสัวธนินทร์ เจียรวนนท์ (เข้าไปลงทุนธุรกิจเกษตร), กลุ่มไทยเบฟเวอเรจ หรือกลุ่มเบียร์ช้าง ของ นายเจริญ สิริวัฒนภักดี (มีกลุ่มสินค้าส่งเข้าไปจำหน่ายและเข้าไปเตรียมลงทุนด้านการเกษตร), กลุ่มไทยนครพัฒนา ของ นายสุภชัย วีระภุชงค์ เจ้าของผลิตภัณฑ์ยา "ทิฟฟี่" (เข้าไปลงทุนธุรกิจโรงแรม ท่องเที่ยว สนามกอล์ฟ ฯลฯ), กลุ่มสามารถ ของ นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ (เข้าไปลงทุนธุรกิจสื่อสร โทรคมนาคม), กลุ่มบางกอกแอร์เวย์ส ของ น.พ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ (เข้าไปลงทุนธุรกิจท่องเที่ยว การบิน)
จริงอยู่หากติดตามสถานการณ์ความขัดแย้ง และปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่าง ไทย-กัมพูชา ที่ปะทุขึ้นมาหลายระลอก โดยเฉพาะข้อพิพาทเกี่ยวกับพื้นที่เขาพระวิหาร จะพบว่า กลุ่มทุนไทยยังเชื่อมั่นในสายสัมพันธ์ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองยังไม่ค่อยส่งผลกระทบในเชิงธุรกิจอย่างชัดเจน มากนัก
แต่ในสถานการณ์ล่าสุด หลายกลุ่มก็ยังคงจับตาและประเมินแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นแบบเกาะติดตลอด
แหล่งข่าวจากเครือโอสถสภาฯ ซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าไทยรายใหญ่ในกัมพูชา ระบุว่า แนวโน้มน่าจะไม่ถึงขั้นกระทบต่อภาคธุรกิจ รวมถึงความนิยมสินค้าไทยที่เป็นไปด้วยดีมาตลอด
ขณะที่กลุ่มเจ้าของโรงงานน้ำตาลจากเมืองไทยที่ยกขบวนเข้าไปลงทุนในกัมพูชา กันอย่างคึกคัก ก็ไม่ประมาทกับสถานการณ์ดังกล่าวโดย นายชลัช ชินธรรมมิตร์ รองประธานกรรมการสายงานการพัฒนาธุรกิจ บมจ.น้ำตาลขอนแก่น กล่าวว่า เหตุการณ์นี้ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินการธุรกิจ แต่อาจจะมีผลในเชิงของขวัญและกำลังใจของพนักงาน ทางบริษัทได้ประสานไปยังรัฐบาลกัมพูชา เพื่อขอกำลังทหารมาดูแลประมาณ 100 นาย ตั้งแต่ช่วงก่อสร้างโรงงานแล้ว แต่ถ้าสถานการณ์ส่อเค้าจะเกิดความรุนแรงขึ้น ก็คงต้องขอกำลังทหารจากรัฐบาลกัมพูชามาดูแลเพิ่ม เพราะเขาก็ไม่อยากเกิดความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม กลุ่มหลักที่ขึ้นชื่อในเรื่องสายสัมพันธ์อย่าง "ทิฟฟี่" ก็ยังยืนยันว่า ปัญหาเกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไป มีทางออกและโอกาสใหม่ๆ เสมอ นายสุภชัย
วีระภุชงค์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยนครพัฒนา จำกัด ยังคงกล่าวยืนยันหนักแน่นเหมือนกันทุกครั้งว่า เมื่อมรสุมใหญ่ผ่านพ้นไป การดำเนินธุรกิจและการลงทุนในกัมพูชาก็จะกลับมาเติบโต ธุรกิจของตนนอกจากที่เสียมเรียบแล้ว ในพนมเปญก็มีโรงแรม โรงงานผลิตน้ำดื่ม โรงผลิตยารักษาโรค ปี 2553 พร้อมเตรียมวางแผนลงทุนเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท สร้างสนามกอล์ฟแห่งแรกบริเวณที่ดิน 1,000 ไร่
เช่นเดียวกับ "รุ่นใหญ่" อย่าง นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด เจ้าของบางกอกแอร์เวย์ส และ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เจ้าของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ มองว่าเหตุการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องกรณีพิพาททางการทูต ซึ่งอาจจะลากยาวไปจนถึงสิ้นเดือนธันวาคมนี้ แต่ก็จะไม่ส่งผลสะเทือนต่อธุรกิจในเครือซึ่งเข้าไปบุกเบิกความสัมพันธ์ขยาย การลงทุนตามเมืองหลักในกัมพูชาต่อเนื่องมาถึง 18 ปี บนเส้นทางนี้เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วก็ผ่านพ้นด้วยดีมา ตลอด เพราะรัฐบาลกัมพูชามีความเข้าใจนักลงทุนต่างประเทศที่เข้าไปทำให้
ขณะที่นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) กล่าวถึงภาพรวมของบริษัทในเครือที่กลุ่มสามารถฯได้เข้าไปลงทุนในประเทศ กัมพูชาว่าไม่ได้รับผลกระทบจากกรณีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาแต่อย่างใด และยังคงมีการดำเนินงานตามปกติ อย่างไรก็ตามได้ส่งผู้บริหารระดับสูงคือนายเจริญรัฐ วิไลลักษณ์ไปเกาะติดสถานการณ์ และดูแลพนักงานคนไทยในกัมพูชาแล้ว
ทั้งนี้กลุ่มสามารถฯมีธุรกิจในประเทศกัมพูชาประกอบด้วยบริษัท แคมโบเดีย แอร์ ทราฟฟิก เซอร์วิสเซส จำกัด ที่ให้บริการควบคุมการจราจรทางอากาศ ครอบคลุมทั่วน่านฟ้าประเทศกัมพูชา และบริษัท Kampot Power Plant จำกัด ซึ่งผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าแก่โรงงานกัมปอตซิเมนต์ในเครือซิเมนต์ไทย
นายวัฒน์ชัยกล่าวว่าสาเหตุที่ไม่ได้รับผลกระทบเนื่องจากธุรกิจการให้บริการควบ คุมการจราจรทางอากาศส่วนใหญ่จะดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ชาวกัมพูชา มีพนักงานชาวไทยน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารระดับสูง ซุปเปอร์ไวเซอร์และวิศวกรเทคนิคจำนวนหนึ่งเท่านั้น
ส่วนกรณีที่มี พนักงานชาวไทยถูกทางการกัมพูชาจับกุมตัวนั้น นายวัฒน์ชัยกล่าวว่าได้รับทราบว่าถูกจับกุมตัวไป 2 คนเนื่องจากมีการนำข้อมูลการบินออกไปนอกบริษัท แต่ถูกปล่อยตัวแล้ว 1 คนเนื่องจากสอบสวนพบว่าไม่เกี่ยวข้อง ส่วนอีก 1 คนอยู่ระหว่างการสอบสวนเพราะมีความสัมพันธ์เป็นเพื่อนกับเลขานุการประจำสถาน ทูตไทยที่ถูกทางการกัมพูชาขับออกนอกประเทศก่อนหน้านี้ ในเบื้องต้นบริษัทได้แจ้งให้กระทรวงการต่างประเทศรับทราบและมีผู้บริหารของ บริษัทคอยดูแลอยู่แล้ว
“เราทำวิทยุการบินในกัมพูชา มีระเบียบปฏิบัติและมาตรฐานต่างๆตามหลักสากล บริษัทเองไม่มีนโยบายให้พนักงานเอาข้อมูลออกไปนอกบริษัทและไม่มีเจตนาให้ เกิดเรื่องในลักษณะนี้ ตลอดเวลาที่ทำธุรกิจในกัมพูชาเราก็ระมัดระวังเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามเท่าที่ทราบข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่ข้อมูลชั้นความลับอะไร เป็นข้อมูลการขึ้น-ลงของเครื่องบินซึ่งหาดูได้ทั่วไปอยู่แล้ว เพียงแต่ระยะนี้มีประเด็นละเอียดอ่อนระหว่างไทยกับกัมพูชาและเมื่อเป็นคนไทย ด้วยก็ยิ่งดูไม่ดีกันใหญ่”
นายวัฒน์ชัยให้ความเห็นว่านักธุรกิจไทยที่ลง ทุนในกัมพูชาคงต้องปรับตัวและระมัดระวังตัวมากขึ้นในสถานการณ์เช่นนี้ โดยเฉพาะผู้ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับทางด้านข้อมูล อย่างไรก็ตามในส่วนของนักธุรกิจแล้วพยายามจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และไม่อยากให้การเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะทำให้ธุรกิจเสียหายเยอะ
สำหรับ ผลการดำเนินงานของทั้ง 2 บริษัทในกัมพูชานั้นบริษัท แคมโบเดีย แอร์ ทราฟฟิก เซอร์วิสเซส จำกัดมีรายได้ประมาณ 200 ล้านบาทในทุกๆไตรมาส และปริมาณการจราจรทางอากาศก็มีการเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ โดยบริษัทมีแผนที่จะให้บริการเพิ่มที่สีหนุ แอร์พอร์ทในปี 2553 ส่วนธุรกิจโรงไฟฟ้ามีรายได้ประมาณไตรมาสละ 50 ล้านบาท
นั่นคือมุมมองของบรรดากลุ่มทุนไทยที่อาจเริ่มมีอาการเครียดเล็กๆ กับสถานการณ์ที่ยังต้องเกาะติดกันต่อไป ว่าทางออกในท่ามกลางวิกฤตความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย-กัมพูชา ซึ่งมีตัวแปรต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการเมืองภายในประเทศของทั้ง 2 ฝ่ายเอง หรือปัจจัยด้านผลประโยชน์ทั้งในระดับทวิภาคี ไปจนถึงระดับภูมิภาคอาเซียน
และเชื่อว่าทุกฝ่ายังคาดหวังที่จะเห็น "สนามการค้า" กลับมาคึกคักด้านธุรกิจดังเดิม มากกว่าที่จะกลายเป็น "สนามรบ"
ซึ่งท้ายที่สุด ทุกฝ่ายมีแต่เสียกับเสียท่านั้นเอง
แหล่งข่าว: วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 15:30:27 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ http://www.prachachat.net/news_detail.p ... 2&catid=no" onclick="window.open(this.href);return false;