ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงบูรณาการ แผนจากการประชุมหอการค้า
Posted: Sun Nov 29, 2009 9:16 pm
หอการค้าคลอดแผนพัฒนาเศรษฐกิจ เตรียมยื่น"มาร์ค"รับลูกเอกชน-ชูเข็มทิศฝ่ามรสุม

นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวภายหลังการประชุมสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 27 เมื่อวันที่ 28 พ.ย. ที่โรงแรมเลอ เมอ ริเดียน จ.เชียงใหม่ว่า จากการหารือของหอการค้าทั้ง 76 จังหวัด ได้ข้อสรุปเพื่อทำเป็นบลูพรินทร์ หรือร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับนักธุรกิจ ซึ่งจะเสนอต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในสัปดาห์หน้าเพื่อให้รัฐบาลนำไปประกอบการพิจารณากำหนดเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายหรือแผนพัฒนาเศรษฐ กิจและสังคมแห่งชาติของประเทศต่อไป ซึ่งเชื่อว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับนักธุรกิจนี้จะเป็นแผนงานที่เหมาะสมและปฏิบัติได้จริง จะทำให้เศรษฐกิจไทยก้าวออกจากการพัฒนาที่ไร้ทิศทาง และพร้อมรับการแข่งขันได้ในอนาคต
"เหตุสำคัญที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจของไทยไม่พัฒนามาจากผู้กำหนดแผน กับผู้นำแผนไปปฏิบัติไม่ใช่ชุดเดียวกัน ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการปฏิบัติ รวมถึงรัฐบาลใหม่ก็จะเขียนแผนขึ้นมารองรับนโยบายของตน สิ่งนี้ทำให้ประเทศไทยไม่ได้รับการพัฒนาที่ถูกต้องอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม แต่กลับเดินวนอย่างไร้ทิศทาง จนกลายเป็นย่ำอยู่กับที่เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน เศรษฐกิจของไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อมานาน แถมยังเผชิญมรสุมจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจึงยากลำบากมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน" นายดุสิตกล่าว
นายดุสิต กล่าวว่า จากปัญหาดังกล่าวทำให้ภาคเอกชน ต้องหันมาจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศฉบับ นักธุรกิจเองเพื่อเป็นเข็มทิศและแนวทางให้เอกชนพัฒนาธุรกิจและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้า รวมทั้งรองรับการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ในปี "58 และเพื่อให้สามารถอยู่รอดและเติบโตต่อไปได้ในเวทีโลก สำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับภาคเอกชนจะประกอบด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนา 7 กลุ่มธุรกิจ ที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง และความต้องการของแต่ละกลุ่มจังหวัด ประกอบด้วย 1.ธุรกิจเกษตร ประมง และอาหาร 2.ธุรกิจบริการสุขภาพ 3.ธุรกิจการค้าชายแดน 4.ธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ 5.ธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม 6.ธุรกิจ ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ และ 7.ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงบูรณาการ
นอกจากนี้ หอการค้าไทยยังตั้งเป้าหมายที่จะเร่งลดต้นทุนด้านการขนส่ง การจัดการสินค้าคงคลัง และการกระจายสินค้า เปลี่ยนการขนส่งทางถนนไปสู่ทางราง และทางน้ำมากขึ้น เพื่อปรับระบบขนส่งทางบกสู่ระบบสากล ผลักดันการจัดตั้งศูนย์เชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ที่สมบูรณ์ และรองรับการเชื่อมโยงในภูมิภาค รองรับการเปิดเสรีอย่างเต็มที่ของอาเซียน โดยมีจุดมุ่งหมายลดต้นทุนโลจิสติกส์จาก 19% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ให้เหลือ 15% ภายในปี"55 โดยจะต้องลดต้นทุนด้านขนส่งสินค้าให้เหลือ 6.7% ลดต้นทุนด้านการเก็บรักษาให้เหลือ 6.6% ส่วนที่เหลือเป็นต้นทุนด้านบริหารจัดการ
แหล่งข่าว: หน้า 8 วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6940 ข่าวสดรายวัน http://www.khaosod.co.th/view_news.php? ... B5T1E9PQ==" onclick="window.open(this.href);return false;
ภาพประกอบข่าว: http://www.bloggang.com/data/m/moonflee ... 221216.jpg" onclick="window.open(this.href);return false;

นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวภายหลังการประชุมสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 27 เมื่อวันที่ 28 พ.ย. ที่โรงแรมเลอ เมอ ริเดียน จ.เชียงใหม่ว่า จากการหารือของหอการค้าทั้ง 76 จังหวัด ได้ข้อสรุปเพื่อทำเป็นบลูพรินทร์ หรือร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับนักธุรกิจ ซึ่งจะเสนอต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในสัปดาห์หน้าเพื่อให้รัฐบาลนำไปประกอบการพิจารณากำหนดเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายหรือแผนพัฒนาเศรษฐ กิจและสังคมแห่งชาติของประเทศต่อไป ซึ่งเชื่อว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับนักธุรกิจนี้จะเป็นแผนงานที่เหมาะสมและปฏิบัติได้จริง จะทำให้เศรษฐกิจไทยก้าวออกจากการพัฒนาที่ไร้ทิศทาง และพร้อมรับการแข่งขันได้ในอนาคต
"เหตุสำคัญที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจของไทยไม่พัฒนามาจากผู้กำหนดแผน กับผู้นำแผนไปปฏิบัติไม่ใช่ชุดเดียวกัน ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการปฏิบัติ รวมถึงรัฐบาลใหม่ก็จะเขียนแผนขึ้นมารองรับนโยบายของตน สิ่งนี้ทำให้ประเทศไทยไม่ได้รับการพัฒนาที่ถูกต้องอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม แต่กลับเดินวนอย่างไร้ทิศทาง จนกลายเป็นย่ำอยู่กับที่เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน เศรษฐกิจของไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อมานาน แถมยังเผชิญมรสุมจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจึงยากลำบากมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน" นายดุสิตกล่าว
นายดุสิต กล่าวว่า จากปัญหาดังกล่าวทำให้ภาคเอกชน ต้องหันมาจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศฉบับ นักธุรกิจเองเพื่อเป็นเข็มทิศและแนวทางให้เอกชนพัฒนาธุรกิจและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้า รวมทั้งรองรับการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ในปี "58 และเพื่อให้สามารถอยู่รอดและเติบโตต่อไปได้ในเวทีโลก สำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับภาคเอกชนจะประกอบด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนา 7 กลุ่มธุรกิจ ที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง และความต้องการของแต่ละกลุ่มจังหวัด ประกอบด้วย 1.ธุรกิจเกษตร ประมง และอาหาร 2.ธุรกิจบริการสุขภาพ 3.ธุรกิจการค้าชายแดน 4.ธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ 5.ธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม 6.ธุรกิจ ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ และ 7.ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงบูรณาการ
นอกจากนี้ หอการค้าไทยยังตั้งเป้าหมายที่จะเร่งลดต้นทุนด้านการขนส่ง การจัดการสินค้าคงคลัง และการกระจายสินค้า เปลี่ยนการขนส่งทางถนนไปสู่ทางราง และทางน้ำมากขึ้น เพื่อปรับระบบขนส่งทางบกสู่ระบบสากล ผลักดันการจัดตั้งศูนย์เชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ที่สมบูรณ์ และรองรับการเชื่อมโยงในภูมิภาค รองรับการเปิดเสรีอย่างเต็มที่ของอาเซียน โดยมีจุดมุ่งหมายลดต้นทุนโลจิสติกส์จาก 19% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ให้เหลือ 15% ภายในปี"55 โดยจะต้องลดต้นทุนด้านขนส่งสินค้าให้เหลือ 6.7% ลดต้นทุนด้านการเก็บรักษาให้เหลือ 6.6% ส่วนที่เหลือเป็นต้นทุนด้านบริหารจัดการ
แหล่งข่าว: หน้า 8 วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6940 ข่าวสดรายวัน http://www.khaosod.co.th/view_news.php? ... B5T1E9PQ==" onclick="window.open(this.href);return false;
ภาพประกอบข่าว: http://www.bloggang.com/data/m/moonflee ... 221216.jpg" onclick="window.open(this.href);return false;