แอร์บัสล้มโบอิ้ง สมรภูมิผลิตเครื่องบินโลกปี 52 เดือด!

ข่าวกิจกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่ภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วย เชียงราย สิบสองปันนา เชียงตุง-เมืองลา หลวงพระบาง
Post Reply
Sam
Site Admin
Posts: 1786
Joined: Sun Mar 11, 2007 9:03 pm
Location: เชียงราย
Contact:

แอร์บัสล้มโบอิ้ง สมรภูมิผลิตเครื่องบินโลกปี 52 เดือด!

Post by Sam »

Image
“แอร์บัส-โบอิ้ง” คู่กัดตลาดผู้ผลิตเครื่องบินยักษ์ใหญ่ของโลก ยังต่อสู้ห้ำหั่นกันทุกสมรภูมิท่ามกลางความไม่แน่นอนการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก มีเดิมพันงบก้อนโตกองทัพสหรัฐฯ 40,000 ล้านดอลลาร์ เปิดออร์เดอร์ปี 52 ค่าย “ยุโรป” ล้มแชมป์แดนมะกัน ด้วยยอดคำสั่งซื้อใหม่ 123 ลำ ทิ้งห่างโบอิ้งที่ได้แค่ 84 ลำ

คงจำกันได้ ปี 2549 โบอิ้งเป็นผู้ผลิตเครื่องบินที่มีจำนวนสั่งซื้อมากที่สุดในโลก กุมชัยชนะเหนือแอร์บัสเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2543 พร้อมกันนี้ ยังเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ อีกด้วย

แต่ช่วงนี้หลายคนสังเกตได้ว่าการต่อสู้ของ 2 ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิต “นกเหล็ก” ของโลก ดูจะเนือยๆ ลงไป เพราะทั้งคู่เจอพิษเศรษฐกิจโลกเล่นงานจนสะบักสะบอม ทำให้ยอดการสั่งซื้อเครื่องบินจากสายการบินต่างๆ ลดลงและสิ่งที่ผู้ผลิตเครื่องบินยักษ์ของโลกกลัวมากที่สุด คือ ถ้าเศรษฐกิจไม่ฟื้นภายในปีหน้า จะต้องมีสายการบินที่ประกาศยกเลิกคำสั่งซื้อ ซึ่งจะเป็นหายนะสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องบินอย่างแน่นอน ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำที่กระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวและมีผลต่อเนื่องไปที่ สายการบิน ทำให้โบอิ้งและแอร์บัสหันมาต่อสู้กันอย่างรุนแรงในโครงการของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการซื้อเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศของกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา มูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์

“แอร์บัส” ล้ม “โบอิ้ง”
สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งระบุว่า ถ้าดูเฉพาะตัวเลขคำสั่งซื้อเครื่องบินใหม่และการส่งมอบเครื่องบินในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าแอร์บัสของยุโรปกลับมาแซงหน้าโบอิ้งของสหรัฐอเมริกา ไปอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ดี ผู้สังเกตการณ์ที่ติดตามการแข่งขันของทั้งคู่อย่างใกล้ชิด ระบุว่า แม้โบอิ้งจะแพ้แอร์บัสในยอดออร์เดอร์ใหม่และยอดส่งมอบเครื่องบินให้กับ ลูกค้า ในปี 2551-2552 แต่ยอดออร์เดอร์เครื่องบินคงค้าง ณ ปี 2551 ยังใกล้เคียงกัน

เมื่อดูตัวเลขยอดสั่งซื้อ การส่งมอบเครื่องบิน รวมทั้งออร์เดอร์ค้างของแอร์บัสและโบอิ้ง ปรากฏว่า ในปี 2550 แอร์บัสมียอดคำสั่งซื้อสุทธิ 1,341 ลำ ในขณะที่โบอิ้งมียอดคำสั่งซื้อสุทธิ 1,413 ลำ ซึ่งดูเหมือนว่าโบอิ้งจะเหนือกว่าแอร์บัส แต่ในปีต่อมา ปรากฏว่ายอดคำสั่งซื้อเครื่องบินใหม่ของโบอิ้งกลับตกลงอย่างมาก

ในปี 2551 แอร์บัสมียอดคำสั่งซื้อสุทธิเพิ่ม 777 ลำ ลดลง 42 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ 1,341 ลำ ในปี 2550 แต่โบอิ้งลดลงมากกว่า โดยโบอิ้งมียอดคำสั่งซื้อเครื่องบินสุทธิเพิ่ม 662 ลำ น้อยกว่าแอร์บัสถึง 115 ลำ และลดลงถึง 53 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับออร์เดอร์ของตัวเองในปี 2550 ที่ 1,413 ลำ

นักวิเคราะห์หุ้นอุตสาหกรรมผลิตเครื่องบินในสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ทั้งสองบริษัทได้รับคำสั่งซื้อเครื่องบินน้อยลงทั้งคู่เนื่องจากภาวะ เศรษฐกิจเริ่มประสบกับการถดถอย ผลกระทบจากเศรษฐกิจถดถอยยิ่งเห็นได้ชัดในปี 2552 ซึ่งมียอดคำสั่งซื้อสุทธิลดลงมากเนื่อง จากมีการยกเลิกคำสั่งซื้อเครื่องบินจากลูกค้า

แต่ในขณะเดียวกัน ทั้งสองบริษัทเองก็ประสบกับปัญหาส่งมอบเครื่องบินให้กับลูกค้าล่าช้า เนื่องจากปัญหาทางด้านต่างๆ ทำให้ไม่สามารถผลิตเครื่องบินได้ทันเวลา ต้องล่าช้าไปเป็นปี ทำให้ชดเชยไปกับจำนวนออร์เดอร์ที่ลดลง

ด้านการส่งมอบเครื่องบิน ปรากฏว่า ในปี 2550 แอร์บัสส่งมอบเครื่องบินได้ 453 ลำ และปี 2551 ส่งมอบได้ 483 ลำ เพิ่มขึ้นถึง 30 ลำ ในขณะที่โบอิ้งส่งมอบเครื่องบินในปี 2550 ได้ 441 ลำ น้อยกว่าแอร์บัส 12 ลำ และในปี 2551 โบอิ้งส่งมอบเครื่องบินได้ 375 ลำ น้อยกว่าแอร์บัสถึง 108 ลำ ตัวเลขออร์เดอร์คงค้างในปี 2551 แอร์บัสประกาศว่ามีออร์เดอร์คงค้างอยู่ 3,715 ลำ ใกล้เคียงกับโบอิ้งซึ่งประกาศว่ามีออร์เดอร์คงค้างอยู่ 3,714 ลำ ในปี 2552 แอร์บัสประกาศว่าจนถึง 31 ตุลาคม 2552 มียอดคำสั่งซื้อใหม่สุทธิ 123 ลำ และส่งมอบเครื่องบินได้ 399 ลำ ในขณะที่โบอิ้งจนถึงวันที่ 3 กันยายน 2552 มียอดคำสั่งซื้อใหม่สุทธิ 84 ลำและจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2552 ส่งมอบเครื่องบินให้ลูกค้าได้ 394 ลำ

“ดรีมไลน์เนอร์” หลุมดำโบอิ้ง
สำหรับโบอิ้งแล้วเป็นช่วงที่ยากลำบาก มร.ซี. เลียวนาร์ด เบาเออร์ นักวิเคราะห์หุ้นอุตสาหกรรมผลิตเครื่องบินในวอลล์สตรีทให้สัมภาษณ์สื่อ อเมริกันว่าเป็นปีที่เหนื่อยสำหรับโบอิ้ง เพราะช่างเครื่องของโบอิ้งได้ก่อการสไตรก์หยุดงานถึง 8 สัปดาห์ ทำให้การผลิตเครื่องบินรุ่นใหม่ 787 ดรีมไลน์เนอร์ของโบอิ้งต้องล่าช้า

“ถ้าไม่มีการสไตรก์ โบอิ้งอาจจะส่งมอบเครื่องบินได้ใกล้เคียงกับแอร์บัสก็ได้”

เครื่องบินในซีรีส์ของดรีมไลน์เนอร์เป็นทีเด็ดของโบอิ้งเนื่องจากเป็น เครื่องบินรุ่นใหม่ ที่ผลิตขึ้นเพื่อดึงดูดออร์เดอร์จากสายการบินทั่วโลก โดยโบอิ้งโฆษณาว่า ดรีมไลน์เนอร์ ซึ่งเป็นเครื่องบินที่ประหยัดทั้งค่าดูแลรักษาและน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันในอนาคตเนื่องจากราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูง ขึ้นโดยตลอด

คู่แข่งของซีรีส์ ดรีมไลน์เนอร์ ในฝั่งของแอร์บัส คือ แอร์บัส A350 ที่แอร์บัสประกาศว่าอย่างเร็วที่สุดที่บริษัทจะสามารถส่งมอบเครื่องบินรุ่น นี้ได้คือในปี 2556 ซึ่งในตอนแรกดูเหมือนว่าโบอิ้ง จะได้เปรียบอย่างมาก เพราะประกาศว่าจะสามารถส่งมอบเครื่องบินรุ่นดรีมไลน์เนอร์ ได้ก่อนแอร์บัสหลายปี แต่หลังจากที่เจอปัญหาสไตรก์ทำให้ความได้เปรียบลดน้อยลง

สรรพคุณของดรีมไลน์เนอร์ที่โบอิ้งบรรยายไว้ในคำโฆษณา ทำให้ 57 สายการบินทั่วโลก ตีตั๋วจองโบอิ้ง 910 และ 787 ดรีมไลน์เนอร์แล้วกว่า 800 ลำ มีมูลค่ารวมกันถึง 157,000 ล้านดอลลาร์แต่โบอิ้งประกาศเลื่อนการส่งมอบเครื่องบินรุ่นดรีมไลน์เนอร์หลาย ครั้ง

โบอิ้งเริ่มโชว์ตัวต้นแบบเครื่องบินรุ่นดรีมไลน์เนอร์ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2550 โดยประกาศว่าจะเริ่มทดสอบบินครั้งแรกปลายปี 2550 แต่ได้เลื่อนแผนการบินทดสอบมาเป็นปลายปี 2552 ล่าสุด โบอิ้งประเมินว่า เครื่องบินรุ่นนี้น่าจะส่งมอบให้ลูกค้า และเริ่มบรรทุกผู้โดยสารได้ในปี 2553

“บินไทย” รักทั้งแอร์บัส-โบอิ้ง
ขณะที่สายการบินไทย ปัจจุบันมีเครื่องบินทั้งสิ้น 91 ลำ แบ่งเป็นแอร์บัสอยู่ราว 43 ลำ โบอิ้ง 45 ลำ อีก 2 ลำเป็นเครื่องบินเอทีอาร์ แบบใบพัด ในจำนวนนี้ได้ให้สายการบินนกแอร์เช่าไปจำนวน 3 ลำ และในปีนี้การบินไทยมีแผนที่จะปลดระวางเครื่องบินแอร์บัส A320 และสั่งซื้อเครื่องบินรุ่นใหม่เข้ามาเพิ่มอีก 12 ลำ เป็นเครื่องบินแอร์บัส A380 6 ลำ และ A320-200 อีก 5 ลำ

พลอากาศเอกมนตรี จำเรียง ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายช่าง การบินไทยเปิดเผยกับ “TRANSPORT” ว่า การบินไทยได้สั่งซื้อเครื่องบินจากแอร์บัสและโบอิ้ง ในจำนวนใกล้เคียงกัน โดยครั้งแรกเริ่มนำเครื่องโบอิ้ง 747 เข้ามาให้บริการก่อน แต่หลังจากที่การบินไทยมีแนวทางที่จะบินให้บริการในเส้นทางระยะไกล จึงมีการซื้อเครื่องแอร์บัส B4 เข้ามาใช้ เพราะว่าเครื่องบินของโบอิ้งในขณะนั้นไม่มีแบบที่ตรงกับความต้องการ ซึ่งการบินไทย ก็จะพิจารณาจัดซื้อเครื่องบินตามความเป็นจริงในเรื่องของเส้นทาง และปริมาณที่นั่ง ซึ่งเครื่องบินทั้ง 2 ค่ายนี้มีความแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจนรวมทั้งจะไม่มีการออกเครื่องใหม่ในปี ที่ใกล้เคียงกัน

ชิงชัยขุมทรัพย์ 40,000 ล้านดอลลาร์
ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของโลกยังไม่แน่ชัดว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวอย่าง มั่นคงขนาดไหน ทำให้ความเสี่ยงในเรื่องของเศรษฐกิจโลกยังมีอยู่ดังนั้น ทั้งโบอิ้งและแอร์บัสจะต้องสู้กันทุกสมรภูมิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมรภูมิกองทัพอากาศของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีออร์เดอร์ก้อนใหญ่ๆ เสมอ

โครงการล่าสุดที่สู้กันอย่างยืดเยื้อ คือ โครงการซื้อเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศของกองทัพอากาศสหรัฐฯ มูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งใครได้ไปก็จะเป็นเงินก้อนโตที่ช่วยหล่อเลี้ยงบริษัทได้หลายปีทีเดียว

สำหรับโครงการดังกล่าวกองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจเลือก บริษัท ดีเฟนส์แอนด์สเปซ ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างนอร์ท ธอร์ป กรัมมัน บริษัทผู้ผลิตอาวุธชั้นนำของอเมริกัน ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบินรบตระกูลเอฟทั้งหลายกับอีเอดีเอส ซึ่งเป็นบริษัทที่เป็น ความร่วมมือของประเทศในยุโรป และเป็นบริษัทแม่ของแอร์บัส ไปแล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2551

หลังจากกองทัพอากาศ ตัดสินใจเลือกนอร์ทธอร์ป และอีเอดีเอส แล้วโบอิ้งก็ยื่นประท้วงไปที่สำนักงานตรวจสอบของรัฐบาลว่าการอนุมัติของ กองทัพอากาศ ผิดระเบียบทางด้านการจัดซื้อจัดจ้าง ทำให้รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มร.โรเบิร์ต เกทส์ ต้องสั่งให้กองทัพอากาศ พิจารณาใหม่อีกครั้งเป็นการเปิดโอกาสให้โบอิ้งวิ่งเต้นกลับเข้าสู่วงการ ประมูลใหม่ได้
กองทัพอากาศสหรัฐฯ ต้องการสั่งซื้อเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศรุ่นใหม่จำนวน 179 ลำ เพื่อมาทดแทนเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศรุ่น KC-135 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยแบบเครื่องบินที่เสนอโดยกลุ่มนอร์ทธอร์ปและอีเอดีเอส ของยุโรป เป็นแบบที่ปรับปรุงจากเครื่อง บินแอร์บัส A330 ในขณะที่ของแอร์บัสเป็นแบบที่ปรับปรุงจากโบอิ้งรุ่น 777

การต่อสู้ในรอบใหม่ดูเหมือนว่าโบอิ้งจะได้เปรียบมากขึ้น เนื่องจากเมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมาองค์การการค้าโลก สนับสนุนคำร้องของสหรัฐฯ ที่ร้องเรียนว่า กลุ่มบริษัทที่ผลิตเครื่องบินแอร์บัส รับเงินอุดหนุน (Subsidy) จากรัฐบาลในยุโรปอย่างไม่เหมาะสม

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าผลกระทบในการแข่งขันทางด้านเครื่องบินพาณิชย์คงมีไม่ มาก แต่โบอิ้งสามารถใช้ประเด็นนี้ในการล็อบบี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ให้ตัดสิทธิกลุ่มอีเอดีเอส ในการผลิตเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศให้กับกองทัพอากาศสหรัฐฯ

นสพ.บิสซิเนสวีค ในสหรัฐอเมริการายงานว่า โบอิ้งมีความได้เปรียบทางด้านการเมือง เนื่องจากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลในขณะนี้มีฐานเสียงอยู่ที่อิลลินอยส์ คอนเนตติคัต และวอชิงตัน ซึ่งเป็นบ้านของโรงงานของโบอิ้ง ซึ่งเชื่อว่าบรรดาสหภาพต้องกดดัน ส.ส.พรรคเดโมแครต ให้โบอิ้งได้งาน

ล็อบบี้ยิสต์ของโบอิ้ง ล็อบบี้กระทรวงกลาโหม อย่างหนักว่าในประเด็นที่แอร์บัสได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลในยุโรป ในขณะที่คนงานชาวอเมริกันกำลังมีปัญหาตกงาน จะเห็นได้จากที่วุฒิสมาชิก “แพตตี้ เมอร์เรย์” จากพรรคเดโมแครต ได้ส่งจดหมายให้ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้

คนงานชาวอเมริกันที่จะได้ประโยชน์จากที่กลุ่มนอร์ทธอร์ป และแอร์บัส ที่จะได้ออร์เดอร์นี้เป็นประชาชนในรัฐอลาบามา ที่นอร์ทธอร์ปมีโรงงานอยู่ โดยวุฒิสมาชิก “ริชาร์ด เชลบี้” จากพรรครีพับลิกัน ในรัฐอลาบามา เขียนจดหมายไปหา มร.รอน เคิร์ก ผู้แทนทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ให้พิจารณาเรื่องนี้ให้ดี เพราะถ้ารัฐบาลอเมริกัน ไม่ทำเรื่องนี้ให้ถูกต้อง อาจจะทำให้เกิดสงครามการค้ากับยุโรป ซึ่งอาจจะนำไปสู่ผลเสียหายที่กว้างขวางขึ้น

ที่สุดแล้วเชื่อว่าสถานการณ์อุตสาหกรรมผลิตเครื่องบิน ถ้าเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวอย่างเด่นชัด การต่อสู้อาจจะดุเดือดยิ่งขึ้นจนถึงขั้นรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และประชาคมยุโรปคงจะต้องเปิดสงครามการค้าย่อยๆ อย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้นี้

Image
แหล่งข่าว: http://www.transportnews.co.th/index.ph ... --52-.html" onclick="window.open(this.href);return false;