คิงเพาเวอร์ขยาดอีลิทการ์ด ชี้ได้ไม่คุ้มเสีย

ข่าวกิจกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่ภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วย เชียงราย สิบสองปันนา เชียงตุง-เมืองลา หลวงพระบาง
Post Reply
Sam
Site Admin
Posts: 1786
Joined: Sun Mar 11, 2007 9:03 pm
Location: เชียงราย
Contact:

คิงเพาเวอร์ขยาดอีลิทการ์ด ชี้ได้ไม่คุ้มเสีย

Post by Sam »

Imageคิงเพาเวอร์ ขยาด "อีลิทการ์ด" ชี้ได้ไม่คุ้มเสีย รับเคยเป็นเอเยนต์ขายบัตรมาก่อน รู้ดีเอกชนไม่มีความสามารถทำเองได้ เหตุจากเมมเบอร์ต้องการบริการหลักของภาครัฐ มากกว่าบริการสนามกอล์ฟ สปา ขณะที่ทีพีซียังระส่ำ ทั้งปัญหาสมาชิกเข้าข่ายขาดคุณสมบัติกว่า 795 คน ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ รวมถึงการสอบทุจริตปมจัดจ้างอาซาตซู โฆษณาในยูเอสเอ ทูเดย์โดยไร้สัญญา และเรื่องต้องเสียค่าโง่ให้เอไอที

นายวิชัย รักศรีอักษร ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ กรุ๊ปฯ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า การที่คิงเพาเวอร์ไม่มีความสนใจที่จะเข้ามาซื้อธุรกิจของโครงการไทยแลนด์อี ลิทการ์ด เนื่องจากมองว่าโครงการนี้ตั้งแต่ต้นภาครัฐเป็นผู้ดำเนินการโครงการนี้มาโดย ตลอด ขนาดภาครัฐเป็นเจ้าของ ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกของไทยแลนด์ อีลิทการ์ดได้เลย ภาคเอกชนคงไม่มีความสามารถที่จะเข้ามาดำเนินการในเรื่องนี้ได้

ประกอบกับที่ผ่านมาคิงเพาเวอร์ ก็เคยเป็นตัวแทนขายบัตรอีลิทการ์ดมาก่อนในช่วงก่อนหน้านี้ ในช่วง 1 ปีที่ขายบัตรอีลิทการ์ด ขายได้ 20 คน แต่ถูกต่อว่าไม่รู้เท่าไร ซึ่งก็ไม่คุ้มกันเลย เพราะคนที่ซื้ออีลิทการ์ดส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทย บริการที่ต้องการคือการอำนวยความสะดวกในเรื่องของการบริการของภาครัฐ โดยเฉพาะบริการฟาสต์แทร็กในสนามบิน ไม่ได้ต้องการบริการสนามกอล์ฟหรือสปา เพราะบริการเหล่านี้เขาเป็นเมมเบอร์ส่วนตัวอยู่แล้ว ซึ่งการบริการในส่วนของภาครัฐ เอกชนก็คงจะไม่สามารถเข้าไปทำได้ดีเหมือนรัฐทำเอง

ด้านนางสาวเมธาวี ตันวัฒนะพงษ์ โฆษกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะรักษาการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด หรือทีพีซี ผู้บริหารโครงการอีลิทการ์ด เปิดเผยว่าบอร์ดทีพีซี ได้พิจารณางบประมาณประจำปี 2553 โดยบริษัทได้เสนอกรอบวงเงิน 174.267 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ 2552 ถึง 206 ล้านบาท โดยอิงกับโครงสร้างบริษัทในปี 2553 ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้สรุปว่าจะอยู่ภายใต้การบริหารของเอกชนหรือการโอนสมาชิก อีลิทการ์ดไปอยู่ภายใต้การดูแลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหรือททท.

ทั้งนี้หากได้ข้อสรุปเมื่อไหร่ ก็จะนำเสนอแผนการใช้งบประมาณของแต่ละส่วนอีกครั้ง เพื่อให้บอร์ดอนุมัติเบิกจ่าย เพราะตามระเบียบของบริษัท ขณะนี้ผู้จัดการใหญ่มีอำนาจเบิกจ่ายได้ไม่เกิน 5 หมื่นบาทเท่านั้น ซึ่งงบประมาณที่ใช้ในปี 2553 จะมาจากเงินสดที่คงเหลือ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2552 ที่มีอยู่ 317 ล้านบาท รวมกับงบประมาณปี 2552 ที่เหลืออยู่ 3.6 ล้านบาท

"ในส่วนของโครงสร้างบริษัท ขณะนี้ทางบอร์ดได้มอบหมายให้ฝ่ายบริหารทำแผนพิจารณาถึงสถานะของพนักงานและ ลูกจ้าง ซึ่งมีอยู่รวมกันทั้งหมด 103 คน หากมีการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ให้ทีพีซีย้ายไปอยู่ในการดูแลของททท. ก็จะต้องมีการคัดเลือกพนักงานบางส่วนเท่านั้นที่จะไปอยู่กับททท. และคงจะไม่ย้ายพนักงานไปทั้งหมด"
นอกจากนี้บอร์ดยังได้รายงานถึงผลการตรวจสอบการขาดคุณสมบัติของสมาชิก โดยเบื้องต้นพบว่ามีสมาชิก 6 คน ที่ขาดคุณสมบัติแน่นอนแล้ว จากทั้งหมดที่เข้าข่ายการขาดคุณสมบัติ 795 คน เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย ซึ่งจากการตรวจสอบ 6 คนดังกล่าวถือหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ตไทยและยังถือพาสปอร์ตต่างประเทศ ด้วย

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอการตรวจสอบจากกระทรวงมหาดไทย หากพบว่าขาดคุณสมบัติจริงจะต้องยกเลิกการเป็นสมาชิกและอาจจะมีการเจรจาคืน เงินให้บางส่วน ซึ่งคาดว่าผลการตรวจสอบคุณสมบัติของสมาชิกจะเรียบร้อยก่อนที่จะส่งให้ กระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ เพื่อชี้แจงถึงสถานะของสมาชิกทั้งหมดก่อนการร่างเงื่อนไขหรือทีโออาร์การขาย บริษัท ให้เอกชนรับไปบริหารจะแล้วเสร็จภายใน 17 ธันวาคมนี้

อีกทั้งบอร์ดยังได้ตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการจัดซื้อจัด จ้างบริษัทอาซาตซู (ประเทศไทย)จำกัด ในการลงบทสัมภาษณ์ของดร.สรจักร เกษมสุวรรณ อดีตผู้จัดการใหญ่ทีพีซี และลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ยูเอสเอ ทูเดย์ ซึ่งทางอาซาตซู ได้ว่าจ้างบริษัทยูไนเต็ดเวิลด์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัท
เอเยนซีที่รับงานเพื่อส่งต่อหนังสือยูเอสเอ ทูเดย์ โดยมีกำหนดจะตีพิมพ์ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งภายหลังทางอีลิทการ์ดได้แจ้งขอยกเลิกโครงการนี้ ทางอาซาตซู จึงได้ขอที่จะยกเลิกสัญญากับทางยูไนเต็ดเวิลด์ แต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากเลยกำหนดที่จะยกเลิกมาแล้ว 15 วัน

"เรื่องดังกล่าวยื้อมานาน ทางอาซาตซูได้ส่งหนังสือขอยกเลิกตามที่ทีพีซีขอยกเลิกโครงการ แต่ทางยูไนเต็ดเวิลด์ก็ได้ส่งอีเมล์โต้ตอบว่าไม่สามารถยกเลิกได้ จนล่าสุดหนังสือพิมพ์ยูเอสเอทูเดย์ได้ตีพิมพ์ข่าวการสัมภาษณ์และลงโฆษณา เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2552 และได้เรียกเก็บเงินจำนวน 52,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 170,000 บาท หากไม่จ่ายจะมีการฟ้องร้องกัน"

เกี่ยวกับกรณีนี้ได้มีการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ไม่มีสัญญาที่ทีพีซีทำกับอาซาตซู แต่เป็นเพียงการพูดทางวาจา เนื่องจากที่ผ่านอาซาตซู ได้รับงานจากทีพีซีไปแล้วหลายโครงการและมีสัญญาผูกพันอยู่ จึงคิดว่าไม่น่ามีปัญหาและก็สามารถดำเนินการได้เลย แต่เมื่อทางทีพีซีได้ขอยกเลิกกับอาซาตซูแล้ว ทางบริษัทยูไนเต็ดเวิลด์ฯซึ่งเป็นบริษัทเอเยนซีที่รับทำซัพพลีเมนต์ให้กับยู เอสเอ ทูเดย์ ไม่สามารถยกเลิกสัญญาได้

สำหรับกรณีการเรียกค่าเสียหายของบริษัทแอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอที ผู้จัดวางระบบด้านไอทีให้แก่ทีพีซี ต่อกรณีที่ทีพีซีจะยกเลิกสัญญานั้น ทางเอไอทีได้เรียกค่าเสียหาย 38 ล้านบาท เนื่องจากได้ดำเนินการวางระบบไปบางส่วนแล้ว ทีพีซีจึงได้ขอเจรจาลดค่าเสียหาย ทางเอไอทียอมลดให้เหลือ 29 ล้านบาท แต่ทางทีพีซียังมองว่าเป็นราคาที่สูงอยู่ จึงจะยังขอเจรจาลดอีกนางสาวเมธาวี กล่าวในที่สุด

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,486 10-12 ธันวาคม พ.ศ. 2552 http://www.thanonline.com/index.php?opt ... Itemid=448" onclick="window.open(this.href);return false;
ภาพประกอบข่าว: http://www.bangkok-today.com/files/imag ... 111qqq.jpg" onclick="window.open(this.href);return false;