Page 1 of 1

พลิกพันธกิจ 'ททท.' กู้ตลาดจีน (ตอนที่1)

Posted: Thu Dec 10, 2009 9:03 pm
by Sam
Imageคงปฏิเสธไม่ได้สำหรับรากเหง้าทัวร์ศูนย์เหรียญหรือการขายทัวร์ต่ำกว่าราคาทุน เพื่อหวังฟันนักท่องเที่ยวโดยบังคับให้ช้อปปิ้งหรือขายรายการทัวร์นอกโปรแกรม ซึ่งเป็นปัญหาสำหรับตลาดทัวร์ริสต์จีนที่สร้างภาพลักษณ์ทางลบให้แก่การท่องเที่ยวไทยมาช้านาน ตอกย้ำด้วยการชลอตัวของตลาดที่เกิดขึ้นจากปัญหาความวุ่นวายของการเมืองไทย แต่ ขณะนี้ปัญหาเหล่านี้กำลังจะเริ่มคลี่คลาย เพราะตลาดจีนในวันนี้ไม่เหมือนในอดีตที่ผ่านมา ทุกวันนี้จีนเป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจสูง จีดีพีเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 10% ต่อปี คนจีนที่มีกำลังซื้อสูงมากเฉพาะที่มีเงินเกินกว่า 500 ล้านบาท มีอยู่กว่า 20% จากประชากรทั้งหมดกว่า 1,325 ล้านคน และในแต่ละปีคนจีนเดินทางท่องเที่ยวออกนอกประเทศกว่า 50 ล้านคนต่อปี กระจายไปกว่า 138 ประเทศ คนจีนมีทางเลือกในการเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นหากเทียบกับในอดีตที่เปิด ให้เที่ยวกันได้เพียงไม่กี่ประเทศ การทำทัวร์คุณภาพจึงกำลังเริ่มเป็นที่ต้องการของตลาดเพิ่มมากขึ้น

++ดึง27ธุรกิจไทยร่วมCITM
Imageความเปลี่ยนแปลงของตลาดที่เกิดขึ้น ทำให้ในขณะนี้จีนจึงกลายเป็นเค้กก้อนโตที่การท่องเที่ยวทั่วโลกรุมทึ้ง เห็นได้ชัดเจนจากการจัดงานเทรดโชว์ด้านการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของจีนของ อย่าง China International Travel Mart (CITM ) 2009 เมื่อวันที่ 19 - 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ นครคุนหมิง ที่การจัดงานในปีนี้มีผู้ขายบริการท่องเที่ยวจาก 94 ประเทศทั่วโลกรวมทั้งในจีนเอง มาร่วมออกบู้ธมากถึง 3,984 บู้ธ เรียกได้ว่างานนี้ประเทศต่างๆงัดไฮไลท์มาประชัน เพื่อหวังดึงทัวร์ริสต์จีนกันอย่างคึกคัก

Imageสำหรับประเทศไทยเอง ในปีนี้ททท.ได้นำผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยไปร่วมออกบู้ธกว่า 27 รายก็ถือว่าเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 18 ราย ทั้งนำศิลปวัฒนธรรมไทยมาจัดแสดงสร้างสีสันภายในงาน ซึ่งในส่วนของบู้ธไทยก็ได้รับความสนใจมากทีเดียว ภายใต้แคมเปญ“Amazing Thailand Amazing Value” โดยโปรดักซ์ที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวนำมาเสนอขายนอกจากจะเป็นแหล่ง ท่องเที่ยวที่คนจีนคุ้นชินอยู่แล้ว อย่างพัทยา กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ ก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ไม่ว่าเกาะเสม็ด กระบี่ สมุย เป็นต้น

++โปรโมทคาราวานทัวร์R3A
อีกโปรดักซ์ที่ได้รับความสนใจไม่น้อยสำหรับตลาดทัวร์ของคุนหมิง ก็คงจะเป็นคาราวานทัวร์ในเส้นทางR3A หรือ North-South Economic Corridor) เชื่อมระหว่างจีน-ลาว-ไทย ซึ่งเส้นทางนี้กำลังจะเริ่มบูม เพราะทางจีนเพิ่งจะสร้างถนนไฮเวย์ในเส้นทางนี้เสร็จเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

Imageด้านนางอรวรรณ ชาง กรรมการผู้จัดการบริษัทหมิงหยาง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่าการมาร่วมออกบู้ธของบริษัทภายในงานCITM ในครั้งนี้ จะเน้นโปรโมททัวร์คาราวานทางรถในเส้นทางR3A เนื่องจากกำลังได้รับความนิยมมาก โดยจะเป็นการจัดคาราวานเริ่มจากคุนหมิง ต่อมายังเมืองยวี่ซี จนถึงแคว้นสิบสองปันนา เชื่อมต่อไปจนถึงเมืองม่อฮาน ข้ามลาวที่เมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา ต่อไปยังเมืองห้วยทราย ในแขวงบ่อแก้ว ข้ามเรือเฟอร์รี่ จนมาถึงส่วนต่อของประเทศไทย ที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ต่อมาถึงกรุงเทพฯและยังสามารถเชื่อมการเดินทางเข้าสู่มาเลเซียและสิงคโปร์ ได้ด้วย

“โปรแกรมนี้กำลังเริ่มเป็นที่นิยม เพราะจะเห็นว่าเริ่มมีกลุ่มเอฟไอทีจากจีนขับรถมาเที่ยวในเส้นทางนี้มากขึ้น โดยหาเป็นตลาดเอฟไอที จะขับรถมาเองและจ้างบริษัททัวร์หรือไกด์แถวจุดผ่านแดนต่างๆไปเที่ยวในลาว หรือในเชียงใหม่ ที่ส่วนใหญ่เป็นแพ็คเกจ 5 วัน 4 คืน แต่สำหรับทางบริษัทเองจะไม่เน้นจัดเอฟไอทีแต่ทำทัวร์เป็นลักษณะคาราวานเป็น กลุ่มคณะมากกว่า” นางอรวรรณกล่าว

สอดคล้องกับความเห็นของนาย Wang Jin ผู้ช่วยผู้จัดการยูนนานแพนด้า(เอเย่นต์บริษัทนำเที่ยวของจีน) เผยว่า แนวโน้มตลาดท่องเที่ยวไทยจะกำลังฟื้นฟู ทุกคนก็มองตลาดนี้อยู่แล้ว ซี่งนอกจากเส้นทางการเดินทางโดยเครื่องบินแล้ว บริษัทยังจะเน้นการทำทัวร์คาราวานทางรถ โดยในปีนี้บริษัทจะมีการจัดโปรแกรมการท่องเที่ยวทางรถ ซึ่งคาดว่าจะมีกว่า 100 คันเดินทางไปกรุงเทพฯ และบริษัทยังได้ไปซื้อที่ดินในลาวเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวไว้รองรับ แล้ว ทั้งยังอยากเสนอแนะว่าททท.ควรจะจัดกลไกในการทำอินเซ็นจีนกับเอเย่นต์ที่มี มาตราฐาน และการเน้นเจาะตลาดอินเซ็นทีฟ(การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล)ของจีนให้เพิ่ม ขึ้น

++ พร้อมผุดสนง.ททท.คุนหมิง
อีกทั้งความพิเศษของการเข้าร่วมงาน CITM ในปีนี้ของททท.และภาคเอกชน คือ การถือโอกาสใช้เวทีดังกล่าวในการโปรโมทการเตรียมเปิดตัวสำนักงานททท. ณ นครคุนหมิง ซึ่งการเปิดสำนักงานดังกล่าวถือเป็นการเปิดแนวรุกสำหรับการส่งเสริมการ ท่องเที่ยวของททท.สำหรับตลาดจีน โดยเฉพาะตลาดจีนในภาคตะวันตกเฉียงใต้ อย่าง มณฑลยูนนาน ซึ่งมีประชากรมากถึง 44.83 ล้านคน เฉพาะในเขตคุนหมิงจะอยู่ที่ 6.8 ล้านคน

นายสรรเสริญ เงารังษี ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก ฮ่องกง ไทเป ญี่ปุ่น เกาหลี จีน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหรือททท. กล่าวว่าในราวเดือนเมษายนปีหน้าททท.จะเปิดสำนักงาน ณ นครคุนหมิง จากเดิมที่มีสำนักงานในปักกิ่งและเซี้ยงไฮ้ เพื่อโปรโมทการท่องเที่ยวให้ครอบคลุมพื้นที่ด้านตะวันตกเฉียงมต้ของจีน และเดินทางเพื่อการท่องเที่ยวและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นระหว่าง 2 ประเทศ จากการเปิดเสรีการค้า ในวันที่ 1 มกราคมปีหน้า รวมถึงมาตราการยกเว้นที่ธรรมเนียมวีซ่าของนักท่องเที่ยวจีนก็น่าจะกระตุ้น ให้เกิดการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

ขณะที่นาย WANG TAO รองผู้จัดการยูนานโอเวอร์ซี ทัวร์(บริษัทนำเที่ยวของจีน)กล่าวว่าบริษัทเริ่มทำทัวร์จีนมาเที่ยวไทย ตั้งแต่ปีค.ศ.1995 ไทยยังเป็นเดสติเนชั่นที่สำคัญ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวจีนรู้สึกดีใจที่ททท.มาเปิดสำนักงานในคุนหมิง เนื่องจากจะได้ทำการโปรโมทร่วมกันได้เป็นอย่างดี เพราะจะได้ร่วมกันทำงานใกล้ชิดกันมากขึ้น
สอดคล้องกับความเห็นของนายกฤษดา นภามรกต ผู้จัดการทั่วไปบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)สำนักงานคุนหมิง กล่าวว่า การที่ททท.มีสำนักงานทีคุนหมิงก็จะทำให้เกิดการร่วมมือกันพัฒนาได้ เพราะการบินไทยก็มีสำนักงานอยู่ที่คุนหมิงอยู่แล้ว ทำให้การหารือกันเพื่อร่วมกันพัฒนาตลาดนักท่องเที่ยวทำได้สะดวกมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเวลาจะทำงานร่วมกัน จะต้องไปติดต่อกับททท.สำนักงานปักกิ่ง ซึ่งไม่สะดวก ประกอบกับในขณะนี้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาเที่ยวไทยเริ่มกระเตื้องขึ้น

โดยการบินไทยมีอัตราการบรรทุกเฉลี่ยในเส้นทางคุนหมิง-กรุงเทพฯอยู่ที่ราว 70% ทำให้การบินไทยเริ่มจะทยอยเพิ่มจำนวนเที่ยวบินเป็น 5 ไฟล์ตต่อสัปดาห์ หลังจากก่อนหน้านี้ได้ลดลงไปเหลือ 3เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เนื่องจากก่อนหน้านี้นักท่องเที่ยวลดลงไปกว่า 60%และหากเมษายนปีหน้าดีขึ้นจะเพิ่มเป็น 6 เที่ยวบินต่อสัปดาห์จากปกติที่จะอยู่ที่ 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ซึ่งการที่ตลาดร่วมฟื้นตัวก็ทำให้การบินไทยและททท.คุนหมิงสามารถทำงานได้ ใกล้ชิดกันเพื่อกระตุ้นตลาดได้เพิ่มขึ้น และในขณะนี้คุนหมิงกำลังขยายตัวเพื่อรองรับการท่องเที่ยวมาก โดยกำลังอยู่ระหว่างสร้างสนามบินใหม่ที่จะเปิดให้บริการในปี 2012

ไม่เพียงแต่ประเทศต่างๆจะหวังมาชิงเค้กตลาดทัวร์จีนภายในงานCITM2009 ทางจีนเอง ก็ใช้เวทีดังกล่าวในการประกาศความร่วมมือกับอาเซียนในการจัดตั้ง China-Asean Tourism cooperation Forum เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างจีนและประเทศต่างๆในอาเซียนด้วย ซึ่งการผนึกความร่วมมือในครั้งนี้จีนต้องการมีบทบาทในเวทีโลกเพิ่มขึ้น เพราะจีนเป็นประเทศส่งออกขนาดใหญ่และจีนต้องการนักท่องเที่ยวเข้าประเทศเช่น กัน นอกเหนือจากการส่งส่งออกนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวทั่วโลกเฉลี่ย 40 ล้านคนต่อปี และจีนไปอาเซียน 5-6 ล้านคนต่อปี

ดังนั้นความร่วมมือจะเกิดขึ้นนี้ จึงจะมีส่วนสำคัญในการขยายตลาดการท่องเที่ยวระหว่างจีนและอาเซียนให้เพิ่ม ขึ้น แต่ไทยจะคว้าโอกาสนี้ได้อย่างไร และจะกู้ตลาดภาพลักษณ์ทางลบในเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญในตลาดนี้ได้อย่างไร อ่านได้จากรายงานในฉบับหน้า

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,486 10-12 ธันวาคม พ.ศ. 2552 http://www.thanonline.com/index.php?opt ... Itemid=448" onclick="window.open(this.href);return false;

พลิกพันธกิจ ททท. กู้ตลาดจีน (จบ )

Posted: Mon Dec 14, 2009 11:55 pm
by Sam
Image"ฐานเศรษฐกิจ"ได้ฉายภาพให้เห็นในฉบับที่ผ่านมา(ฉบับที่2,486)ถึงศักยภาพ ของนักท่องเที่ยวจีน ตอนนี้กลายเป็นประเทศเนื้อหอม ที่การท่องเที่ยวกว่า 138 ประเทศทั่วโลกรุมชิงเค้กกันอยู่ในขณะนี้ รวมถึงไทยด้วย

ดังนั้นการเปิดแนวรุกในการกระตุ้นตลาดและกู้ภาพลักษณ์ทางลบในเรื่องของทัวร์ ศูนย์เหรียญ ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหรือททท. จึงถือเป็นกลยุทธ์สำหรับการดันเป้าหมายนักท่องเที่ยวจีนเเตะ 1 ล้านคนในปีหน้าและตั้งเป้าในอีก 3-5 ปีข้างหน้า นักท่องเที่ยวจีนจะขยับมาเป็นอันดับ 1 ในการเดินทางมาเที่ยวไทย โดยคาดไว้ว่าน่าจะได้ถึง 2 ล้านคน ทำรายได้จากตลาดนี้ไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท

++ ผุด3สำนักงานใหม่ในจีน
จากเป้าหมายดังกล่าว ทำให้ททท.หันมาบุกตลาดนักท่องเที่ยวจีนอย่างเต็มกำลัง โดยมีแผนจะเปิดสำนักงานใหม่อีก 3 แห่งในจีน ได้แก่ คุนหมิง กวางโจ และเฉินตู นอกเหนือจากปักกิ่งที่เปิดมานานแล้ว และเซี่ยงไฮ้ที่เพิ่งเปิดไปเมื่อกลางปีนี้ ดังนั้นภายในปี 2554 ททท.จะมีสำนักงานในจีนรวมกว่า 5 แห่ง รวมไปถึงในปีหน้าจะมีการตั้งตัวแทนโปรโมตการท่องเที่ยวไทย ณ มณฑลกวางตุ้งด้วย หลังจากเมื่อไม่นานมานี้ททท.ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกับทางมณฑลกวางตุ้ง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน

โดยททท.ให้ความสำคัญในการโปรโมตตลาดจีนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในปีนี้ตลาดนักท่องเที่ยวจีนจะชะลอตัวไปจากผลกระทบของการเมืองในไทย การระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แต่จากการทำตลาดมาอย่างต่อเนื่องด้วยการนำเอเยนต์จากเซี่ยงไฮ้และปักกิ่ง ร่วม100 บริษัทมาดูสถานการณ์จริงๆในไทย รวมถึงการเดินทางไปเยือนจีนในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ส่งผลให้จีนยอมปลดล็อกให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาเที่ยวไทยได้ ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มกระเตื้องขึ้นจนถึงขณะนี้ททท.มั่นใจภายในสิ้น ปีนี้น่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาเที่ยวไทยร่วม 700,000-750,000 คนลดลงจากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ในปีนี้อยู่ที่ 900,000 คน

สอดคล้องกับความเห็นของนายกฤษดา นภามรกต ผู้จัดการทั่วไปบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)สำนักงานคุนหมิง กล่าวว่า ขณะนี้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาเที่ยวไทยเริ่มกระเตื้องขึ้น โดยการบินไทยมีอัตราการบรรทุกเฉลี่ยในเส้นทางคุนหมิง-กรุงเทพฯอยู่ที่ราว 70% ทำให้การบินไทยเริ่มจะทยอยเพิ่มจำนวนเที่ยวบินเป็น 5 ไฟลต์ต่อสัปดาห์ หลังจากก่อนหน้านี้ได้ลดลงไปเหลือ 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และหากเมษายนปีหน้าดีขึ้นจะเพิ่มเป็น 6 เที่ยวบินต่อสัปดาห์จากปกติที่จะอยู่ที่ 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

++เอกชนมั่นใจทัวร์จีนแตะล้านคน
ส่วนในปีหน้าหากไม่เกิดปัญหาวุ่นวายทางการเมืองอย่างรุนแรงนัก สถานการณ์น่าจะฟื้นกลับขึ้นมาอย่างก้าวกระโดดโดยตั้งเป้าไว้ว่าน่าจะมีนัก ท่องเที่ยวจีนกว่า 1 ล้านคน เนื่องจากในปีนี้นักท่องเที่ยวจีนอั้นไม่ได้เดินทางมาไทย ประกอบกับททท.จะเน้นการทำตลาดอย่างหนัก ภายใต้งบไทยเข้มแข็งที่ททท.ได้รับงบในส่วนของการกระตุ้นตลาดจีนมากว่า 60 ล้านบาทเพิ่มเติมจากงบทำตลาดปกติ

สอดคล้องกับความเห็นของนายวิชิต ประกอบโกศล นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน หรือที.ซี.ที.เอ กล่าวให้ความเห็นว่าแนวโน้มตลาดจีนนับจากนี้ไปอยู่ในช่วงขาขึ้น ปีหน้าเชื่อว่ามีโอกาสไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน ถ้ารัฐบาลส่งเสริมเป็นพิเศษน่าจะได้ 1.2-1.5 ล้านคน สำคัญคือรัฐบาลต้องส่งเสริมให้มีเครื่องบินเข้ามา อย่างตอนนี้ก็เริ่มเห็นว่ามีเที่ยวบินชาร์เตอร์ไฟลต์จากคุนหมิงไปลงภูเก็ต และสมุย มีชาร์เตอร์ไฟลต์จากกวางเจาไปที่ภูเก็ตและสุราษฎร์ธานี และได้ข่าวว่าปีหน้าจะมีชาร์เตอร์ไฟลต์เข้าเชียงใหม่ รวมถึงชาร์เตอร์ไฟลต์จากนานกิง หูหนาน ฉางซา เข้ากรุงเทพฯ จึงเชื่อว่าปีนี้น่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนอยู่ที่ 6-7 แสนคน ลดลงจากปีที่ผ่านมากว่า 20% และถ้าหากไทยไม่มีกีฬาสีระหว่างเสื้อแดงและเสื้อเหลือง ปีหน้าน่าจะได้ 1 ล้านคน ซึ่งทุกอย่างกำลังไปได้ดีแต่การเมืองอย่ายุ่งก็พอ นายวิชิต กล่าวในที่สุด

++ทำทัวร์มาตรฐาน50 รายการ
ไม่เพียงแต่การทำตลาดเชิงรุกเท่านั้นการกู้ภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของ ไทยให้พ้นความเป็นแหล่งท่องเที่ยวราคาถูกจากวงจรทัวร์ศูนย์เหรียญก็เป็นสิ่ง ที่ทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือหากต้องการทัวร์จีนที่มีคุณภาพเข้าไทย ต่อเรื่องนี้นายสรรเสริญ เงารังษี ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก ฮ่องกง ไทเป ญี่ปุ่น เกาหลี จีน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหรือททท. กล่าวว่ารัฐบาลไทยมุ่งมั่นพัฒนาทัวร์คุณภาพ ให้มีมาตรฐานเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้เชิญบริษัทนำเที่ยวไทยที่ทำทัวร์ตลาดจีนกว่า 250 บริษัทมาจัดสัมมนา เพื่อเตรียมการสำหรับการประกาศกฎข้อบังคับใหม่เกี่ยวกับการจัดนำเที่ยวของ ตลาดจีน ที่เริ่มในวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ห้ามไม่ให้บริษัททัวร์ในจีนจัดรายการนำเที่ยวต่ำกว่าราคาทุน โดยมีโทษปรับขั้นต่ำ 2 แสนบาท

รวมไปถึงการหารือกับสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน หารือกันถึงการทำทัวร์มาตรฐาน 50 รายการ สำหรับขายในปีหน้า เพื่อฉลองททท.ครบรอบ 50 ปี ซึ่ง 50 แพ็กเกจกำหนดระยะเวลา 1 ปี โดยสมาชิกจะนำเสนอโปรแกรมมาให้สมาคมท่องเที่ยวไทย-จีนได้คัดเลือก แบ่งเป็น 3 ระดับ ระดับเอ คือเป็นทัวร์คุณภาพระดับกำลังซื้อสูง ไม่มีการช็อปปิ้ง ระดับบี เป็นนำเที่ยวพักโรงแรมดี ระดับซีทัวร์มาตรฐานทั่วไป ซึ่งในขณะนี้ทางบริษัทนำเที่ยวกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำโปรแกรม

โดยทุกฝ่ายเห็นตรงกันที่จะดำเนินการใน 4 เรื่อง คือ 1.มีรายการนำเที่ยวที่ดีมีมาตรฐาน 2.มีไกด์ที่มีภาษาดี 3.ทั้ง 2 ฝ่ายต้องได้รับใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจ และแต่ละคู่บริษัทจะต้องมีสัญญาซึ่งกันและกัน 4.ททท.จะรับรองรายการนำเที่ยวนี้อายุ 1 ปี มีกรรมการคณะกรรมการตรวจสอบดูแล หากมีการร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวก็จะถอดถอนออกจากโปรแกรม เพื่อสร้างความมั่นใจว่าหากนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยผ่านบริษัทที่ททท. รับรองเวลามีปัญหาฝ่ายไทยก็พร้อมรับผิดชอบ

ส่วนสิทธิประโยชน์ที่ผู้ส่งรายการนำเที่ยวจะได้รับคือ 1.จะได้รับการประชาสัมพันธ์จากททท.ทั้งในประเทศและต่างประเทศ 2. เอเยนต์จะได้รับการดูแลจากกระทรวงการท่องเที่ยวฯฝ่ายไทย โดยททท.จะเชิญกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามาหารือร่วมกันในเรื่องนี้ ด้านจีนก็จะหารือกับทางการจีนในเรื่องการส่งเสริมรายการนำเที่ยว เพื่อพัฒนาตลาดทัวร์คุณภาพ และเชิญชวนให้ผู้ประกอบการมาร่วมกันมากๆก็จะเป็นการสร้างตลาดแก้ปัญหาทัวร์ ต่ำกว่าราคาทุนหรือศูนย์เหรียญ นาทีนี้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ไขจริงจัง และททท.ยังต้องหารือกับสมาคมไกด์และร้านอัญมณีให้เห็นถึงความสำคัญและร่วม มือกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

ขณะเดียวกันในส่วนของภาคเอกชนเองก็เริ่มตื่นตัวในการแก้ปัญหาดังกล่าวเช่น กัน โดยทางสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน ได้จัดตั้งกรรมการของสมาคมในแต่ละจังหวัดมาดูเพื่อวางกรอบการจัดทัวร์ มาตรฐาน เพราะปัจจุบันการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจีนมีการขยายตัวไปยังเมืองท่อง เที่ยวต่างๆเพิ่มขึ้น ทั้งภูเก็ต สมุย เชียงใหม่ ผู้ประกอบการต้องยกระดับการบริการ โดยจะมีการเสนอขายใน 3 ระดับ 10% จะอยู่ระดับบน พัก 5 ดาว 4 พันหยวนอัพ 30% ระดับกลาง 3-4 พันหยวน 60% ราคาประหยัด 2-3 พันหยวน 5วัน 6 คืน ไม่บังคับรายการทัวร์นอกโปรแกรมแต่จะมีราคามาตรฐานให้นักท่องเที่ยวเลือกhttp://www.ichiangrai.com/community/posting.ph ... f=1&t=1240

ปัจจุบันสมาคมมีสมาชิกกว่า 147 รายและจะเพิ่มเป็น 200 รายในปีหน้า ซึ่งทุกคนมีความเห็นที่ตรงกันว่าทัวร์ศูนย์เหรียญเป็นปัญหาภายใน คุณภาพไม่ได้อยู่ที่ราคาเป็นสำคัญ แต่ทำอย่างไรให้ลูกค้าเข้ามาแล้วพอใจ เพราะจีนในวันนี้เริ่มมองการท่องเที่ยวเป็นประสบการณ์ ไม่ใช่แค่มาพักผ่อนเท่านั้น ดังนั้นการพักโรงแรมหรู ทัวร์กอล์ฟ สปา เริ่มมีมากขึ้น หากไทยยังไม่สามารถยกระดับการทำทัวร์ที่สร้างความประทับใจให้แก่นักท่อง เที่ยวได้อย่างแท้จริง ท้ายสุดการท่องเที่ยวไทยก็คงตกขบวน เพราะถูกคู่แข่งกว่า 138 ประเทศชิงส่วนแบ่งที่น่าจะได้เป็นกอบเป็นกำมากกว่านี้ไปอย่างน่าเสียดาย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,487 13-16 ธันวาคม พ.ศ. 2552 http://www.thanonline.com/index.php?opt ... Itemid=448" onclick="window.open(this.href);return false;