Page 1 of 1

กาแฟดอยตุงโกอินเตอร์ยื่นจดทะเบียนลิขสิทธิ์จีไอ

Posted: Sun Dec 13, 2009 6:38 am
by Sam
Image กาแฟ ดอยตุง-ดอยช้าง จากเชียงใหม่ ติดตลาดเมืองนอก พาณิชย์” เตรียมยื่นจดทะเบียนจีไอในยุโรป ต่อจากข้าวหอมทุ่งกุลาฯ ป้องกันมือดีฉกเอาไปหาประโยชน์ นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในเดือนก.พ.53 กรมจะยื่นจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ต่อสำนักสิทธิบัตรยุโรป ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เพิ่มอีก 2 ชนิด ได้แก่ กาแฟดอยตุง และกาแฟดอยช้าง ของจังหวัดเชียงใหม่ จากเมื่อเดือนพ.ย.51 กรมได้ยื่นจดทะเบียนจีไอข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้เป็นชนิดแรกในอียู และล่าสุดอยู่ในขั้นตอนพิจารณา และตรวจสอบข้อมูลเพิ่ม คาดว่า ไม่เกินปี 54 อียูน่าจะรับจดทะเบียน ซึ่งจะทำให้ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ได้รับการคุ้มครองครอบคลุม 27 ประเทศสมาชิกอียู “เมื่ออียูรับจดทะเบียนแล้ว จะทำให้สินค้าจีไอของไทย ได้รับความคุ้มครองทันที โดยคนนอกชุมชน ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้าจีไอนั้นๆ ไม่สามารถนำชื่อสินค้าจีไอไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ เช่น ไม่สามารถแอบอ้างนำชื่อข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ กาแฟดอยตุง หรือกาแฟดอยช้างไปขายไม่ได้ เพราะจะถือเป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และมีความผิตามกฎหมายทันที”

นางปัจฉิมา กล่าว กาแฟดอยตุง หมายถึงกาแฟอาราบิก้า ที่ได้จากผลกาแฟสดที่ปลูกในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงบนเทือกเขนางนอน จังหวัดเชียงราย ที่ระดับความสูง 800-1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเล และผลิตเป็นสารกาแฟ และกาแฟคั่วเม็ดบดบนพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงด้วยกรรมวิธีของโครงการ

ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง และผู้อำนวยการโครงการพัฒนาดอยตุง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย กล่าวถึงผลงานดำเนินงานในรอบปี ๒๕๔๔ ว่า โครงการพัฒนาดอยตุงฯ สามารถขายผลิตภัณฑ์ในนามมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้กว่า ๑๔๐ ล้านบาท แต่มีรายจ่ายปีละ ๑๗๐ ล้านบาท ดังนั้น จึงต้องรับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลอยู่ปีละ ๓๐ ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หวังว่าอีก ๒ ปีข้างหน้า โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จะสามารถเลี้ยงตัวเองได้ โดยไม่ต้องใช้เงินภาษีของราษฎร เพื่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จะได้สบายพระทัย ซึ่งตนได้กราบบังคมทูลไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ ดังนั้น ต้องเฝ้ามองดูว่าอีก ๒ ปีจะทำได้สำเร็จหรือไม่ เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง กล่าวต่อว่า ขณะนี้โครงการพัฒนาดอยตุงฯ มีลูกจ้างรายเดือนกว่า ๒๐๐ คน ลูกจ้างรายวันอีกกว่า ๑,๐๐๐ คน ต้องจ่ายเงินค่าจ้างปีละ ๙๐ ล้านบาท

ในอดีตโครงการพัฒนา ดอยตุงฯ ผลิตอะไรได้ก็จะนำออกมาจำหน่าย แต่ปัจจุบันได้ปรับกลยุทธ์ใหม่ โดยใช้การตลาดเป็นหลักจะดูว่าตลาดต้องการอะไร และแข่งขันกับตลาดได้หรือไม่ ซึ่งบางอย่างที่แข่งขันไม่ได้ก็หยุด เช่น การผลิตกระดาษสา การทอพรหม ที่สาธารณรัฐประชาชนจีนผลิตได้ถูกกว่าประเทศไทย ดังนั้น จึงต้องหยุด และมาดำเนินการในสิ่งที่ถนัด คือ ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกแมคคาเดเมียร์ เป็นถั่วชนิดหนึ่งที่แพงที่สุดในโลก ปลูกกาแฟ ทอผ้า ซึ่งขณะนี้ทั้ง ๓ อย่างประสบผลสำเร็จอย่างดีเป็นที่ต้องการของตลาด “หลายอย่างที่ทำมา เช่น โรงงานทอผ้า มีคุณยาย คุณแม่และลูกสาวที่ทำ ๓ ชั่วคนที่มาทำงาน โรงงานเดียวจากด้ายเส้นเดียว กลายมาเป็นผ้าที่นำแฟชั่น ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงที่ไปขายในกรุงเทพฯ ถือว่าเป็นการติดตลาดแล้ว ตอนนี้การสั่งมา เราทำไม่ทันแล้ว จึงต้องพยายามหาหมู่บ้านที่มีกี่และทักษะ ซึ่งต้องไปตรวจสอบก่อนว่า กี่นั้นดีหรือไม่ ถ้าไม่ดี ต้องซ่อมให้ดีได้ตามแบบที่ต้องการ จึงนำงานเข้าไปให้ทำ โดยนำคนเข้าไปสอนให้ได้ระดับอินเตอร์เนชั่นแนล” ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าว

ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวด้วยว่า ส่วนกาแฟดอยตุง ถือว่าเป็นกาแฟที่ดีที่สุดในประเทศไทย ขายได้ราคาสูงกว่ากาแฟที่อื่น และกำลังเตรียมเปิดร้ายขายกาแฟดอยตุง ที่กรุงเทพฯ แข่งขันกับกาแฟจากต่างประเทศ ซึ่งหากขายได้มากเท่าไร ยิ่งช่วยให้ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ต้องปลูกพืชเสพติด นอกจากนี้ กำลังขยายพื้นที่ปลูกแมคคาดิเมียร์ให้ได้ ๑๐,๐๐๐ ไร่ หลังจากปี ๒๕๔๔ ได้ผลผลิต ๑๔ ตัน โดยต้องพยายามขยายตลาดออกไป ส่วนกาแฟก็จะขยายพื้นที่ปลูกให้ได้ ๑.๕ ล้านต้น จากเดิมที่มี ๘๓๒,๐๐๐ ต้น ทั้งนี้ ตั้งเป้าไว้ว่าในปี ๒๕๔๕ จะจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงให้ได้ ๒๑๐ ล้านบาท และในปี ๒๕๔๖ ตั้งเป้าไว้ ๓๐๐ ล้านบาท

แหล่งข่าว: http://www.chiangmainews.co.th/read.php?id=12543" onclick="window.open(this.href);return false;