คอลัมน์ บันทึกเดินทาง
โดย อาภาพรรณ ทองเรือง

รถม้าที่พานักท่องเที่ยวท่องเมืองลำปาง
ลมหนาวมาเยือนคราใด ภาคเหนือดูจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั้งมือโปร มือสมัครเล่น มุ่งไปชื่นชมความงดงามของธรรมชาติ สัมผัสบรรยากาศแบบเหนือๆ แอ่นอกรับลมหนาวกันให้สมใจ
สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย จึงเตรียมความพร้อมให้กับสถานที่ท่องเที่ยวในแต่ละจุด รวมทั้งจัดโปรแกรมเด็ดพาลัดเลาะสู่ภาคเหนือ สัมผัสกับบรรยากาศเมืองลำปาง "เมืองแห่งอารยธรรมล้านนา"
8 ชั่วโมงของการเดินทางจากกรุงเทพฯ ที่สุดก็เข้าเขตนครลำปาง หลังจากพักยืดแข้งยืดขา ลิ้มรสอาหารตามรายทางจนอิ่มหนำสำราญ ไม่ทันไรพระอาทิตย์ก็ค่อยๆ เคลื่อนไปอยู่ริมขอบฟ้า อีกไม่กี่อึดใจต่อมาแสงจันทร์และแสงไฟจากบ้านเรือนผู้คนสว่างไสวขึ้นมาแทนที่ ปลุกชีวิตยามค่ำคืนให้กับเขลางค์นครอีกครา
มาถึงเมืองที่ขึ้นชื่อว่ามีรถม้ามากที่สุดในโลกทั้งที โปรแกรมทัวร์จึงเริ่มต้นที่การนั่งรถม้าแอ่วนครลำปาง
เสียงกีบเท้าม้า 70-80 ตัว ที่ใช้เป็นพาหนะนำคณะสมาพันธ์ธุรกิจท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคท่องเมืองลำปาง กระทบกับพื้นถนนเป็นจังหวะพร้อมๆ กัน เรียกความสนใจของผู้คนในค่ำคืนนั้นไปตลอดทาง ก่อนจะมาหยุดลงที่ "กาดกองต้า" หรือถนนคนเดิน ตลาดนัดในชุมชนเก่าแก่ กับบรรยากาศล้านนา ที่มีบ้านไม้โบราณเรียงเป็นแถวทั้งสองข้างทาง
ตลาดนัดคืนนี้เต็มไปด้วยผู้คนทั้งชาวเมืองและนักท่องเที่ยวที่เดินเลือกจับจ่ายซื้อของ แวะรับประทานอาหารกันอย่างเพลิดเพลิน ยังได้ตื่นใจไปกับรูปแบบสถาปัตยกรรมที่งดงามอีกด้วย เดินกันเพลินจนเวลาล่วงเลยไปหลายชั่วโมง จึงยอมกลับที่พักเก็บแรงไว้ตะลอนลำปางต่อพรุ่งนี้เช้า

ช้างโชว์การแสดงภาพวาด/ช้างพลายคุณชายโพสท่าให้นักท่องเที่ยวถ่ายภาพ
เสียงไก่ยังไม่ทันขัน พวกเราตื่นนอนแต่เช้าตรู่อย่างสดชื่น เตรียมพร้อมสำหรับโปรแกรมของเช้านี้ ที่ "ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย" ที่ที่เราจะได้ไปดูช้างอาบน้ำ แล้วตามไปดูเด็กๆ ไปโรงเรียนช้าง
ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย อยู่ที่อำเภอห้างฉัตร หลักกิโลเมตรที่ 28-29 ระหว่างถนนสายลำปาง-ลำพูน สังเกตได้ง่ายเพราะมีป้ายตัวเบ้อเริ่มที่ด้านหน้าทางเข้า
บรรยากาศภายในศูนย์สงบ ร่มเย็น พลอยทำให้สุขใจไปกับการเดินเท้าท่องเที่ยวท่ามกลางสองข้างทางที่รายล้อมไปด้วยป่าไม้
เดินไปได้ไม่ไกลนัก เท้าทั้งคู่ก็ต้องชะงักลง ภาพตรงหน้าสะกดให้ต้องหยุดชื่นชมกับความน่ารักน่าเอ็นดูของช้างน้อยที่กำลังหยอกล้อกับควาญช้างอย่างสนุกสนาน
เมื่อเข้าไปใกล้เพื่อเก็บภาพ "พลายคุณชาย" ช้างน้อยกำพร้าแม่ เดินตรงเข้ามาทักทายด้วยการทำท่าสวัสดีอยู่หลายครั้ง พร้อมกับโพสท่าให้ถ่ายรูปเสียอีก ก่อนจะเดินเข้ามาคลอเคลีย จนแต่ละคนหลงรักไม่อยากจากไปไหน แต่ก็ต้องหักใจจากมา เพราะเป้าหมายต่อไปคือ ไปดูช้างอาบน้ำ
รอเวลาเพียงครู่เดียวก็เห็นช้างตัวเล็กตัวใหญ่เดินเรียงมาเป็นแถว เพื่อรอลงอาบน้ำอย่างพร้อมเพรียงกัน ควาญช้างที่อยู่บนหลังช้าง มีทั้งคนไทย คนต่างชาติ เพราะที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยมีโรงเรียนฝึกควาญช้างสำหรับผู้ที่สนใจจะเรียนรู้และใช้ชีวิตใกล้ชิดกับช้างสักครั้ง
พอทุกเชือกทยอยกันลงไปแช่อยู่ในน้ำแล้วก็ถึงคราวของการขัดสีฉวีวรรณ ควาญช้างมือใหม่หลายคนออกอาการกล้าๆ กลัวๆ ในทีแรก แต่ก็ไม่วายที่จะมีเสียงหัวเราะด้วยความสนุกสนาน

วิหารพระเจ้าพันองค์
ช้างก็อาบน้ำเสร็จแล้ว แต่เรายังคงตามไปดูชีวิตประจำวันของน้องๆ ช้างเหล่านี้ ซึ่งอาบน้ำแล้วก็ได้เวลาไปโรงเรียน ได้ยินว่าที่นี่เป็นปางช้างแห่งเดียวที่ช้างไปโรงเรียน!
สักพักช้างกลุ่มหนึ่งจึงเดินตามกันมาเป็นทิว มารอเข้าแถวเคารพธงชาติ มี "น้องเขลางค์" และแม่ ออกมาเดินโชว์ตัว 1 รอบ แล้วช้างประธานนักเรียนออกมาเชิญธง จากนั้นจึงเช็คชื่อก่อนเข้าชั้นเรียน ดูๆ แล้วก็นึกถึงภาพของเด็กในโรงเรียนประถมยังไงยังงั้น
เคารพธงชาติเสร็จเรียบร้อย การแสดงความสามารถของช้างก็เริ่มขึ้น อาทิ การสาธิตเก็บของให้ควาญช้าง สาธิตการนอน สาธิตการสวมหมวก สาธิตการเปิด-ปิดก๊อกน้ำ สาธิตการกลิ้งไม้ สาธิตการตีระฆัง
แต่ที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือ การแสดงการวาดรูป เมื่อจัดเตรียมอุปกรณ์พร้อมแล้ว ก็ได้เวลาแสดงฝีมือกันเสียที ช้างแต่ละตัวเริ่มแสดงฝีมือด้านศิลปะ ละเลงสีลงบนกระดาษเป็นรูปร่างต่างๆ พลอยให้เราได้จินตนาการตามไปต่างๆ นานา เมื่อการแสดงเสร็จสิ้น ทั้งน้องเนื้ออุ่น อุ้งผาง ศรีสยาม ภูพาน และช้างอีกหลายเชือกที่ร่วมแสดง ก็ต่างได้รับเสียงปรบมือด้วยความชื่นชมจากผู้ชมกันถ้วนหน้า
เก็บภาพกันจนพอใจแล้วก็ได้เวลาไปเยี่ยมชมมรดกทางศิลปกรรมกันบ้าง ที่ "วัดปงสนุก"
วัดปงสนุก วัดโบราณคู่กับจังหวัดลำปางมาช้านาน เป็นวัดเดียวที่ได้รับรางวัล "Award of Merit" จากยูเนสโกเมื่อปีที่แล้ว ด้านการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการบูรณปฏิสังขรณ์อาคารและสิ่งก่อสร้างที่เป็นมรดกอันทรงคุณค่าของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
เชื่อกันว่า วัดปงสนุกนั้นเกี่ยวข้องกับการอพยพผู้คนในเหตุการณ์ช่วงปี พ.ศ.2346 ที่พญากาวิละได้ยกทัพเข้าตีเมืองเชียงแสน ซึ่งขณะนั้นเป็นที่ตั้งมั่นของพม่า และได้กวาดต้อนผู้คนมาตั้งถิ่นฐานที่ลำปาง รวมถึงการอพยพของคนเมืองพะยาว (พะเยา) ที่หนีศึกพม่าลงมายังลำปาง ชาวปงสนุกเชียงแสนและชาวพะยาว จึงได้ตั้งบ้านเรือนจนกลายเป็นหมู่บ้าน
ราว พ.ศ.2386 เจ้าหลวงมหาวงศ์ได้ไปฟื้นฟูเมืองพะเยาขึ้นใหม่ ครูบาอินทจักร พระอุปัชฌาย์ของครูบาอาโนชัยธรรมจินดามุนี ได้นำชาวพะยาวอพยพกลับ ยังคงเหลือผู้คนอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ยอมกลับ ซึ่งก็คือบรรพบุรุษของชาวปงสนุกในปัจจุบัน
สิ่งที่ยังหลงเหลือเป็นมรดกสำคัญที่ตกทอดกันมาคือ งานศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม อาทิ เจดีย์วิหารพระนอน และ "วิหารพระเจ้าพันองค์" วิหารทรงจตุรมุขที่มีอายุกว่า 120 ปี ที่มีความงดงามยิ่งนัก
กราบพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ และถ่ายภาพซอกมุมต่างๆ จนทั่ว ก็มาถึงโปรแกรมสุดท้ายของทริปนี้ที่ "อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน" สถานที่ยอดนิยมอีกแห่งสำหรับการอาบน้ำแร่
เสียดายแต่เรามาถึงเป็นเวลาค่อนข้างเย็นมากแล้ว สวนทางกับนักท่องเที่ยวหลายกลุ่มที่กำลังเดินทางกลับพอดี แต่ละคนถือของพะรุงพะรัง แต่สิ่งที่มีเหมือนกันแทบทุกราย คือ "ไข่ไก่" อีกกิจกรรมที่เป็นการยืนยันถึงการ "มาถึง" อุทยานแห่งนี้ คือ การลวกไข่ไก่ที่บ่อน้ำพุร้อน
แม้จะไม่มีโอกาสได้แช่น้ำแร่ แต่ไออุ่นๆ ของน้ำพุร้อน กับสภาพอากาศที่เย็นสบาย ทำให้รู้สึกสดชื่น ผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก
...พร้อมแล้วกับการเดินทางกลับสู่กรุงเทพมหานคร
วันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11600 มติชนรายวัน หน้า 23 http://www.matichon.co.th/matichon/view ... 2009-12-13" onclick="window.open(this.href);return false;