
ในหุบหนึ่งของดอยอินทนนท์ ยังมีหมู่บ้านที่เมื่อลมพัดพาคราใด ก็มีกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่ว ถึงจะชวนให้สงสัยถึงต้นตอ
แต่ยังไม่ทันที่จะเอ่ยปากถามอะไร ก็ต้องหยิบเสื้อกันหนาวมาใส่เสียก่อน เพราะที่ บ้านขุนวาง ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ หมู่บ้านชาวม้งและปกากะญอ อากาศเย็นเกือบตลอดปี
อภิรดี อภิชัย นักพัฒนาสังคมแห่งโครงการหลวงขุนวาง ไขปริศนาแห่งความหอมดังกล่าวนั้นเกิดจากต้น วานิลลาที่มีให้เห็นอยู่ทั่วหมู่บ้านนั่นเอง ซึ่งบ้านขุนวางแห่งนี้ถือเป็นแหล่งเพาะพันธุ์วานิลลาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้
ที่นี่เริ่มทำการเพาะวานิลลาครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2544 โดยสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าเมล็ดพันธุ์มา จากประเทศอินโดนีเซีย ภายใต้โครงการหลวงของหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ที่ทรงเห็นว่าที่นี่น่าจะทำการการเพาะพันธุ์วานิลลาได้สำเร็จ เพราะมีสภาพอากาศที่เหมาะสม
"ความจริงที่อื่นเขาก็ปลูกกัน แต่ไม่สำเร็จ ที่เราทำนี่ก็ใช้ทุนไปหลายแสน แต่การปลูกก็เจอปัญหาเหมือนกัน เพราะที่นี่อากาศชื้น ไม่ค่อยมีแสงแดด วานิลลาเลยเป็นโรคเน่า 3 ปีจึงจะได้ผลผลิตครั้งหนึ่ง" อภิรดีบอก
วานิลลานั้น เป็นกลิ่นที่ได้จากฝักของพืชตระกูลกล้วยไม้สกุล Vanilla ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศเม็กซิโก ชื่อ Vanilla มาจากคำในภาษาสเปน Vainilla แปลว่า ฝักเล็กๆ จะออกดอกปีละครั้งเท่านั้น โดยดอกวานิลลาจะมีสีเหลืองลักษณะคล้ายกับดอกสะบันงาหรือดอกจำปี วานิลลามักถูกนำมาใช้แต่งกลิ่นในการประกอบอาหารประเภทของหวานและไอศกรีม
ขั้นตอนในการสกัดกลิ่นวานิลลานั้นเริ่มโดยการ นำฝักวานิลลาที่สุกงอมแล้วไปลวกน้ำร้อน เมื่อลวกเสร็จจึงนำมาผึ่งแดดให้แห้ง และใช้มือบีบนวดเพื่อเป็นการคั้นกลิ่นหอมของมันออกมา ห่อด้วยผ้าสีดำเพื่อกันกลิ่นออกและแสงอาทิตย์ จากนั้นจึงนำไปตากแดดทุกวัน เป็นเวลา 4 เดือน จึงจะได้วานิลลาที่พร้อมส่งจำหน่าย ซึ่งด้วยขั้นตอนการปลูกและการผลิตที่ยากและซับซ้อนนี้ ทำให้วานิลลาแท้มีราคาสูงมาก จึงเกิดการประดิษฐ์กลิ่นวานิลลาสังเคราะห์ที่มีราคาถูกกว่า อย่างไรก็ตามวานิลลาที่ได้จากการสังเคราะห์ก็ยังมีกลิ่นไม่เข้มข้นเท่ากับ วานิลลาแท้อยู่ดี

นักพัฒนาสาวเล่าให้ฟังต่ออีกว่า "ถ้านำเข้าวานิลลาจากต่างประเทศ ราคาจะสูงมากถึงกิโลละหนึ่งหมื่นบาท ที่เห็นวานิลลาในไอศกรีมหรือนมนั้นเป็นวานิลลาสังเคราะห์ ไม่ใช่วานิลลาแท้ แต่เราทำส่งขายเองราคาจะอยู่ที่กิโลละ 3,500-5,000 บาทเท่านั้น ชาวบ้านที่นี่ทำเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักอยู่แล้ว ถ้าต่อไปทำได้เยอะๆ เศรษฐกิจชาวบ้านก็คงจะดีขึ้น"
นอกจากกลิ่นหอมของวานิลลาแล้ว เมื่อเดินต่อไปจึงได้พบว่าที่หมู่บ้านนี้ยังมีแปลงดอกไม้ พืชผักสวนครัว และผลไม้อีกมากมาย อาทิ ดอกเบญจมาศที่มีครบทุกสี องุ่น กีวี่ เห็ดนางฟ้า ฯลฯ โดยเปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนสามารถชิมผลไม้สดๆ ระหว่างเดินทัศนศึกษาไปได้อีกต่างหาก
สำหรับใครที่จะลองมาพิสูจน์ดู หรือพิสูจน์ดมกลิ่นของวานิลลา พร้อมเพลิดเพลินไปกับพืชผักผลไม้นานาชนิดนั้น ไม่ต้องห่วงเรื่องที่หลับที่นอน เพราะภายในหมู่บ้านขุนวางมีโฮมสเตย์ไว้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวในราคาไม่แพงอีกด้วย
ได้พักบนยอดดอยที่อากาศดี วิวสวย จิบกาแฟร้อนอร่อยๆ อยู่ท่ามกลางกลิ่นหอมของวานิลลา ถ้าได้มากับคนที่รู้ใจล่ะก็ คงจะโรแมนติกอยู่ไม่น้อยทีเดียว
แหล่งข่าว: http://www.bangkokbiznews.com" onclick="window.open(this.href);return false;