Page 1 of 1

สองเชนโรงแรมดัง ดุสิต-ไมเนอร์ เผยสภาวะท่องเที่ยวไทยฟื้น

Posted: Tue Jan 26, 2010 10:38 pm
by Sam
Image2 กลุ่มบิ๊กเชนไทย เปิดแนวรุกปีขาล ยังโฟกัสขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ โดยดุสิตอินเตอร์เนชั่นแนล มุ่งรับบริหารโรงแรม ในอินเดีย เวียดนาม และจีน ทั้งเล็งการเข้าไปลงทุนในสหรัฐอเมริกาและยุโรป หลังมูลค่าโรงแรมในเมืองมะกันราคาตกฮวบกว่า 50% ขณะที่ไมเนอร์ กรุ๊ป เปิด 4 โรงแรมใหม่ ตั้งเป้าอีก 3 ปี มีโรงแรมในเครือรวม 50 แห่ง

นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่าทิศทางการดำเนินธุรกิจของดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล ในปีนี้ ยังคงเน้นการขยายธุรกิจการรับบริหารโรงแรมไปยังต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยจะเน้นไปยังประเทศอินเดีย เวียดนาม จีน จากในปีที่ผ่านมามุ่งไปที่ตะวันออกกลางไปหลายแห่ง เนื่องจากต้องการกระจายความเสี่ยงด้านการลงทุน เพราะในประเทศไทยพอเกิดปัจจัยลบด้านการท่องเที่ยว อย่างปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง ก็ทำให้ธุรกิจโรงแรมโดยรวมได้รับผลกระทบตามไปด้วย

Imageโดยดุสิตตั้งเป้าว่าในปีนี้ รายได้น่าจะขยายตัวกว่าปีที่ผ่านมา 17% หลังจากในปีที่ผ่านมารายได้หายไป 25% โดยมีรายได้อยู่ที่ 3,000 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2555 จะมีโรงแรมในเครือทั้งหมดกว่า 50 แห่ง โดยเมื่อไม่นานมานี้ได้เปิดตัวแบรนด์ดุสิตปริ๊นเซสแห่งแรกในต่างประเทศ คือ ดุสิตปริ๊นเซส ซิตี้ เซ็นเตอร์ ดูไบ โรงแรมระดับ 4 ดาวแล้ว ล่าสุดในเดือนมกราคมนี้จะเปิดโรงแรมดุสิตธานี เลควิว ไคโร ประเทศอียิปต์ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของดุสิตในทวีปแอฟริกา โดยในเฟสแรกจะเปิดให้บริการ 203 ห้อง และในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ จะเปิดให้บริการห้องพักในเฟสที่สองอีก 237 ห้อง,ดุสิต เรสซิเดนท์,ห้องอาหารไทย อีกทั้งในเดือนพฤษภาคมปีนี้ ดุสิตยังขยายแบรนด์ดุสิต เทวารัณย์

แบรนด์บริหารโรงแรมระดับหรูสุดของดุสิตสู่ประเทศอินเดีย ได้แก่ โรงแรมดุสิต เทวารัณย์ นิวเดลี จะเปิดให้บริการในเดือนพฤษภาคมนี้ และในปี 2554 จะเปิดโรงแรมอีก 2 แห่งในอินเดีย คือ ดุสิตเทวารัณย์ ไจปัวร์และดุสิต เทวารัณย์ ริชิเกช นอกจากนี้ยังจะขยายแบรนด์ดุสิตดีทู สู่อินเดีย คือ โรงแรมดุสิตดีทู นิวเดลี ที่จะเปิดให้บริการในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ นอกจากนี้ยังได้ขยายการรับบริหารสู่ประเทศจีน โดยมีแผนจะเปิดโรงแรมดุสิตธานี ซานย่า ในเดือนธันวาคมปีนี้

รวมถึงจะเปิดโรงแรมดุสิตธานี อาบู ดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งปัจจุบันดุสิตมีโรงแรมและเรสซิเดนต์ หลายแห่งในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทั้ง โรงแรมดุสิตธานี ดูไบ,ดุสิต ปริ๊นเซส ซิตี้ เซ็นเตอร์ ดูไบ, ดุสิตเรสซิเดนท์ ดูไบ มารีน่า ,เพิร์ลคอสต์ พรีเมียร์ อพาร์ทเม้นท์ในรูปแบบของโรงแรมดูไบ

อย่างไรก็ตามแม้จะมีปัญหาที่เกิดขึ้นกับดูไบเวิลด์ แต่สำหรับด้านการท่องเที่ยวในดูไบ เชื่อว่าจะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะดูไบก็ยังเป็นศูนย์กลางของตะวันออกกลางและอีสเทิร์นยุโรป ซึ่งปลอดภัยและราคาไม่แพง ทำให้การเติบโตของตลาดการท่องเที่ยวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังคงขยายตัว โดยรายงานจากTravel and Tourism Competitiveness 2009 ซึ่งครอบคลุมข้อมูลจาก 133 ประเทศทั่วโลก ได้จัดอันดับให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อยู่ในอันดับต้นๆ ในด้านการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีการคาดการว่าประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะมีการเติบโตถึงร้อยละ 2.8 ภายในระยะเวลา 10 ปี

นายชนินทธ์ กล่าวต่อว่า การขยายธุรกิจด้านการรับบริหารโรงแรมในต่างประเทศของดุสิตถือว่าไปได้ดี ประกอบกับทางดุสิตได้พัฒนาระบบเรสเซอร์เวชันของตัวเองที่ลงทุนไปมาก ทำให้สามารถ รองรับการขยายธุรกิจได้ ประกอบกับปัจจุบันในหลายทวีปต่างๆ ทั่วโลก เช่น ยุโรปก็มองการติดต่อธุรกิจกับแบรนด์เอเชียให้เข้าไปรับบริหารโรงแรมมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีไม่ถึง 10 แบรนด์ที่เริ่มขยายการรับบริหารในต่างประเทศ เช่นแชงกรี-ลา แมนดาริน โอเรียนเต็ล บันยันทรี เพนนินซูลา ดุสิต เป็นต้น
นอกเหนือจากการรับบริหารโรงแรมในประเทศแล้ว ในขณะนี้ดุสิตก็เริ่มมองถึงการเข้าไปลงทุนโรงแรมในต่างประเทศ ซึ่งกำลังพิจารณาอยู่หลายแห่ง เช่น อเมริกา และยุโรป เนื่องจากปัจจุบันต้องยอมรับว่ามูลค่าโรงแรมในสหรัฐอเมริการาคาลดลง 40-50% ถ้าเป็นแบบนี้ก็น่าสนใจเราเริ่มมองการลงทุน เพราะตอนนี้โรงแรม 5 ดาวที่นั่น ยังถูกกว่าโรงแรมระดับ 4 ดาวที่ภูเก็ตเสียอีก

ขณะที่นางปรารถนา มงคลกุล ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปีนี้ไมเนอร์ มีแผนจะเปิดโรงแรมใหม่ 4 แห่ง ได้แก่ โรงแรม เซนต์รีจิส และเซนต์รีจิส เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯซึ่งเป็นสไตล์ "มิกซ์-ยูส" หรือโครงการผสมระหว่างโรงแรมและที่พักอาศัย,โรงแรมอนันตรา มัลดีฟส์ ,โรงแรมอนันตรา โอมาน และโรงแรมอนันตรา จีน โดยได้เตรียมงบประมาณไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท สำหรับการลงทุนในส่วนของโรงแรมและที่พักอาศัย ส่งผลให้ในปีนี้ไมเนอร์จะมีโรงแรมในเครือทั้งหมด 34 แห่ง

อีกทั้งในอีก 3 ปีข้างหน้านี้ ไมเนอร์ ตั้งเป้าจะมีโรงแรมในเครือทั้งหมด 50 แห่งทั้งในและต่างประเทศ ที่ไมเนอร์ จะเข้าไปรับบริหารจัดการให้ อย่างล่าสุดได้เข้าไปรับบริหารโรงแรมอนันตรา ลาวาน่า รีสอร์ต แอนด์ สปา เกาะสมุย ส่วนที่จะลงทุนเองคงมีไม่กี่แห่ง โดยจะแบ่งสัดส่วนเป็นการลงทุนในต่างประเทศ 50% และไทย 50% ซึ่งจะเน้นไปที่ตลาดของโรงแรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน และอินเดีย เพราะเป็นตลาดที่สร้างโอกาสให้กับธุรกิจ

สำหรับรายได้ในปีนี้ ในส่วนของธุรกิจโรงแรม คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 10-15% โดยมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 60% และระดับราคาห้องพักเพิ่มขึ้น 7-10% ในส่วนของที่พักอาศัย คาดว่าจะสร้างผลกำไร 10% ของกำไรรวมทั้งหมด โดยสัดส่วนรายได้ที่ไมเนอร์ วางไว้ คาดว่าจะมีรายได้หลักจากธุรกิจอาหาร 50% และมีผลกำไร 35% ของกำไรทั้งหมด ,ธุรกิจโรงแรม ที่อยู่อาศัย และสปา สร้างรายได้ 35% และผลกำไร 60% ของกำไรทั้งหมด ,ธุรกิจค้าปลีก สร้างรายได้ 10% และกำไร 5% ของกำไรทั้งหมด ซึ่งเฉลี่ยแล้วรายได้โดยรวมจะเติบโตกว่าปีที่ผ่านมากว่า 10% ถือว่าดีกว่าปี 2552

เนื่องจากในปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าปัญหาเศรษฐกิจโลก และสถานการณ์การเมืองภายในประเทศส่งผลกระทบต่อธุรกิจจนถึงจุดต่ำสุดในปีที่ ผ่านมา ทำให้ไมเนอร์ ต้องปรับรูปแบบการลงทุนใหม่ โดยบริหารความเสี่ยง และมองหาการลงทุนที่มีโอกาสและได้ผลตอบแทนในอัตราที่สูงมากขึ้น เพราะภาพรวมของโรงแรมในกรุงเทพฯ ค่อนข้างจะโอเวอร์ซับไพรม์ และในปี 2552 รายได้จากธุรกิจโรงแรมของไมเนอร์ ลดต่ำลง 30-35% อัตราค่าห้องพักเฉลี่ยลดลง 25% และอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมในเครือในต่างประเทศ ลดลง 35%

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,499 24 -27 มกราคม พ.ศ. 2553