ประธาน สทท ชี้ท่องเที่ยวไทยปี53 ขยายตัว12%
Posted: Thu Jan 28, 2010 11:05 pm
จากสถานการณ์การท่องเที่ยวไทยโดยรวมที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี แต่ทิศทางการท่องเที่ยวในปีนี้จะเป็นอย่างไร คนที่ตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดคงหนีไม่พ้นนายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)
++ปี53ท่องเที่ยวโต12%
สทท.คาดการณ์ไว้ว่าในปีนี้นักท่องเที่ยวไทยจะเดินทางมาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น จากปี 2552 ประมาณ10% อันเป็นผลมาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่มีการคาดการณ์ว่าจะขยายตัว เพิ่มขึ้น 3-4 % จากที่ลดลง 2.8% ในปีที่ผ่านมา รวมทั้งการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ผ่านมา ทำให้เพิ่มอำนาจการใช้จ่ายของคนไทยมากขึ้น ประกอบกับการมีมาตรการขยายวันหยุด และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ยังอยู่ในระดับต่ำ
ส่วนการขยายตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้น จากการคาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวโลกของ UNWTO องค์กรการท่องเที่ยวโลก คาดการณ์ไว้ว่า ในปี 2553 จำนวนนักท่องเที่ยวที่มีการเดินทางระหว่างประเทศจะฟื้นตัวในระดับปานกลาง อยู่ที่ 3-4 %จากที่ลดลงถึง 6%ในปี 2552 อันเป็นผลจากการเริ่มฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และจากการคาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวของหน่วยงานต่างๆ ในปี 2553 ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)
ทำให้สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ปรับตัวเลขการคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวของปี 2553 จากเดิมที่คาดว่าจะไม่น้อยกว่า 14.5 ล้านคน ซึ่งเท่ากับปี 2550 และ 2551 ปรับมาเป็น 15.68 ล้านคน เพิ่มขึ้น 12% และก่อให้เกิดรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 6 แสนล้านบาทโดยเป็นการคาดการณ์จากปัจจัยบวกและปัจจัยลบที่มีผลต่อทิศทางของ การท่องเที่ยว
++ดันมาตรฐานท่องเที่ยวไทย
ทั้งนี้จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวไทยในปีนี้ ทำให้สทท. จะยึดหลักการทำงานในเชิงรุกตามบทบาทของ สทท. ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พ.ศ.2544 ในฐานะองค์กรที่จัดตั้งขึ้น เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้มากขึ้น ภายใต้การทำงานร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน โดยได้กำหนดแนวทางการทำงานคือ จัดทำยุทธศาสตร์สำหรับการพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวในมุมมองของภาคเอกชน โดยจะให้ความสำคัญในมิติของประเภทสาขาธุรกิจท่องเที่ยว และตามพื้นที่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากขึ้น
รวมถึงการส่งเสริมให้ธุรกิจท่องเที่ยวของไทยมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับทั้งใน ประเทศและต่างประเทศ โดยการเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐาน และการรับรองมาตรฐานให้กับธุรกิจท่องเที่ยวแต่ละประเภท ทั้งที่เป็นสมาชิกและธุรกิจท่องเที่ยวทั่วไป ทั้งยังเป็นศูนย์กลางข้อมูล ข่าวสารให้กับสมาชิกและบุคคลทั่วไป อาทิ สถานการณ์และแนวโน้มการท่องเที่ยว ข้อมูลผู้ประกอบการ และจะร่วมมือกับสถาบันการศึกษา พัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์พยากรณ์การท่องเที่ยว โดยในช่วงสองปีแรกมีงบประมาณ 10 ล้านบาท ที่จะทำการคาดการณ์การท่องเที่ยวในช่วงต่างๆ ว่าจะเป็นอย่างไร เม็ดเงินจะหมุนเวียนเท่าไหร่ ตามโมเดลเศรษฐมิติของการพยากรณ์ เพื่อสร้างดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว
อีกทั้งยังจะเพิ่มศักยภาพขององค์กรในการทำหน้าที่เชื่อมโยงการทำงานระหว่าง ภาครัฐกับเอกชนให้มากขึ้น ผ่านทางกลไกต่างๆ ที่มีอยู่ อาทิ กรอ.กลาง กรอ.จังหวัดและกลุ่มจังหวัด คณะกรรมการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการให้ความเห็นและข้อเสนอแนะที่เอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว และเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งสทท.ได้ดึงนางสาววิไลพร ลิ่วเกษมศานต์ อดีตรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ สทท. เป็นคนแรก ดำรงตำแหน่ง 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ซึ่งผอ.ท่านนี้จะเป็นคนเปลี่ยนรูปโฉมของสทท. และมั่นใจว่าต่อไป สทท. จะมีศักยภาพมากขึ้น
++แนะรัฐเอื้อให้เกิดการลงทุน
นอกจากนี้สทท.ยังต้องการเสนอบทบาทของภาครัฐในการส่งเสริมการท่องเที่ยวว่า ควรดำเนินมาตรการทั้งที่เป็นการเยียวยาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจากวิกฤติ เศรษฐกิจที่ผ่านมา และเป็นการวางรากฐานเพื่อเตรียมความพร้อมกับการฟื้นตัวของธุรกิจท่องเที่ยว ในอนาคต โดยกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้มีความชัดเจนทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ภายใต้การมีส่วนร่วมของภาคเอกชน สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่อง เที่ยวของไทยให้กับภาคเอกชนหรือองค์การเอกชน
รวมไปถึงยังต้องประชาสัมพันธ์ทางด้านการตลาดเชิงรุก และสร้างความยั่งยืนในการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยว ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ และความหลากหลาย (Branding) เพิ่มความสำคัญของมิติการลงทุน โดยดึงดูดการลงทุนด้านการท่องเที่ยวคุณภาพขนาดใหญ่ ส่งเสริมให้เกิดการวิจัยและพัฒนา สำหรับเป็นข้อมูลและความรู้สำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่จะใช้เพื่อการ พัฒนาตนเองให้มีศักยภาพพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง
โดยเฉพาะการศึกษาในเรื่องของความร่วมมือ และเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศในระดับต่างๆ รวมทั้ง สนับสนุนการท่องเที่ยวให้เข้าไปอยู่ในแนวคิดของ Green Economy ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวทางที่มีการผลักดันให้เกิดขึ้นใน Roadmap for Recovery : UNWTO's Response to the Global Economic Crisis และควรสร้างสภาพแวดล้อมทางการท่องเที่ยวให้เอื้อต่อการดำเนินกิจกรรมทางด้าน การท่องเที่ยว
อาทิ การลดข้อจำกัด กฎ ระเบียบต่างๆ การจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ และการมีระบบภาษีที่สมเหตุสมผล ซึ่งในที่สุดจะทำให้ธุรกิจหันมาลงทุน สร้างนวัตกรรม และกระตุ้นความต้องการ คงไว้ซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางด้านการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เกิดการคงไว้ซึ่งการจ้างงานและการฝึกอบรม ให้มีหุ้นส่วนทางธุรกิจ และความร่วมมือในระดับภูมิภาค สนับสนุนนวัตกรรมและการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการท่องเที่ยว
ทั้งหมดเป็นแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวในปี 2553 ของ สทท.และข้อเสนอต่างๆที่ต้องการให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมการ ท่องเที่ยวเพื่อรองรับการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวไทย
แหล่งข่าว: ฐานเศรษฐกิจ
++ปี53ท่องเที่ยวโต12%
สทท.คาดการณ์ไว้ว่าในปีนี้นักท่องเที่ยวไทยจะเดินทางมาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น จากปี 2552 ประมาณ10% อันเป็นผลมาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่มีการคาดการณ์ว่าจะขยายตัว เพิ่มขึ้น 3-4 % จากที่ลดลง 2.8% ในปีที่ผ่านมา รวมทั้งการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ผ่านมา ทำให้เพิ่มอำนาจการใช้จ่ายของคนไทยมากขึ้น ประกอบกับการมีมาตรการขยายวันหยุด และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ยังอยู่ในระดับต่ำส่วนการขยายตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้น จากการคาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวโลกของ UNWTO องค์กรการท่องเที่ยวโลก คาดการณ์ไว้ว่า ในปี 2553 จำนวนนักท่องเที่ยวที่มีการเดินทางระหว่างประเทศจะฟื้นตัวในระดับปานกลาง อยู่ที่ 3-4 %จากที่ลดลงถึง 6%ในปี 2552 อันเป็นผลจากการเริ่มฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และจากการคาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวของหน่วยงานต่างๆ ในปี 2553 ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)
ทำให้สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ปรับตัวเลขการคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวของปี 2553 จากเดิมที่คาดว่าจะไม่น้อยกว่า 14.5 ล้านคน ซึ่งเท่ากับปี 2550 และ 2551 ปรับมาเป็น 15.68 ล้านคน เพิ่มขึ้น 12% และก่อให้เกิดรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 6 แสนล้านบาทโดยเป็นการคาดการณ์จากปัจจัยบวกและปัจจัยลบที่มีผลต่อทิศทางของ การท่องเที่ยว
++ดันมาตรฐานท่องเที่ยวไทย
ทั้งนี้จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวไทยในปีนี้ ทำให้สทท. จะยึดหลักการทำงานในเชิงรุกตามบทบาทของ สทท. ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พ.ศ.2544 ในฐานะองค์กรที่จัดตั้งขึ้น เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้มากขึ้น ภายใต้การทำงานร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน โดยได้กำหนดแนวทางการทำงานคือ จัดทำยุทธศาสตร์สำหรับการพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวในมุมมองของภาคเอกชน โดยจะให้ความสำคัญในมิติของประเภทสาขาธุรกิจท่องเที่ยว และตามพื้นที่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากขึ้นรวมถึงการส่งเสริมให้ธุรกิจท่องเที่ยวของไทยมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับทั้งใน ประเทศและต่างประเทศ โดยการเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐาน และการรับรองมาตรฐานให้กับธุรกิจท่องเที่ยวแต่ละประเภท ทั้งที่เป็นสมาชิกและธุรกิจท่องเที่ยวทั่วไป ทั้งยังเป็นศูนย์กลางข้อมูล ข่าวสารให้กับสมาชิกและบุคคลทั่วไป อาทิ สถานการณ์และแนวโน้มการท่องเที่ยว ข้อมูลผู้ประกอบการ และจะร่วมมือกับสถาบันการศึกษา พัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์พยากรณ์การท่องเที่ยว โดยในช่วงสองปีแรกมีงบประมาณ 10 ล้านบาท ที่จะทำการคาดการณ์การท่องเที่ยวในช่วงต่างๆ ว่าจะเป็นอย่างไร เม็ดเงินจะหมุนเวียนเท่าไหร่ ตามโมเดลเศรษฐมิติของการพยากรณ์ เพื่อสร้างดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว
อีกทั้งยังจะเพิ่มศักยภาพขององค์กรในการทำหน้าที่เชื่อมโยงการทำงานระหว่าง ภาครัฐกับเอกชนให้มากขึ้น ผ่านทางกลไกต่างๆ ที่มีอยู่ อาทิ กรอ.กลาง กรอ.จังหวัดและกลุ่มจังหวัด คณะกรรมการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการให้ความเห็นและข้อเสนอแนะที่เอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว และเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งสทท.ได้ดึงนางสาววิไลพร ลิ่วเกษมศานต์ อดีตรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ สทท. เป็นคนแรก ดำรงตำแหน่ง 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ซึ่งผอ.ท่านนี้จะเป็นคนเปลี่ยนรูปโฉมของสทท. และมั่นใจว่าต่อไป สทท. จะมีศักยภาพมากขึ้น
++แนะรัฐเอื้อให้เกิดการลงทุน
นอกจากนี้สทท.ยังต้องการเสนอบทบาทของภาครัฐในการส่งเสริมการท่องเที่ยวว่า ควรดำเนินมาตรการทั้งที่เป็นการเยียวยาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจากวิกฤติ เศรษฐกิจที่ผ่านมา และเป็นการวางรากฐานเพื่อเตรียมความพร้อมกับการฟื้นตัวของธุรกิจท่องเที่ยว ในอนาคต โดยกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้มีความชัดเจนทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ภายใต้การมีส่วนร่วมของภาคเอกชน สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่อง เที่ยวของไทยให้กับภาคเอกชนหรือองค์การเอกชน
รวมไปถึงยังต้องประชาสัมพันธ์ทางด้านการตลาดเชิงรุก และสร้างความยั่งยืนในการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยว ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ และความหลากหลาย (Branding) เพิ่มความสำคัญของมิติการลงทุน โดยดึงดูดการลงทุนด้านการท่องเที่ยวคุณภาพขนาดใหญ่ ส่งเสริมให้เกิดการวิจัยและพัฒนา สำหรับเป็นข้อมูลและความรู้สำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่จะใช้เพื่อการ พัฒนาตนเองให้มีศักยภาพพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง
โดยเฉพาะการศึกษาในเรื่องของความร่วมมือ และเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศในระดับต่างๆ รวมทั้ง สนับสนุนการท่องเที่ยวให้เข้าไปอยู่ในแนวคิดของ Green Economy ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวทางที่มีการผลักดันให้เกิดขึ้นใน Roadmap for Recovery : UNWTO's Response to the Global Economic Crisis และควรสร้างสภาพแวดล้อมทางการท่องเที่ยวให้เอื้อต่อการดำเนินกิจกรรมทางด้าน การท่องเที่ยว
อาทิ การลดข้อจำกัด กฎ ระเบียบต่างๆ การจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ และการมีระบบภาษีที่สมเหตุสมผล ซึ่งในที่สุดจะทำให้ธุรกิจหันมาลงทุน สร้างนวัตกรรม และกระตุ้นความต้องการ คงไว้ซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางด้านการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เกิดการคงไว้ซึ่งการจ้างงานและการฝึกอบรม ให้มีหุ้นส่วนทางธุรกิจ และความร่วมมือในระดับภูมิภาค สนับสนุนนวัตกรรมและการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการท่องเที่ยว
ทั้งหมดเป็นแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวในปี 2553 ของ สทท.และข้อเสนอต่างๆที่ต้องการให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมการ ท่องเที่ยวเพื่อรองรับการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวไทย
แหล่งข่าว: ฐานเศรษฐกิจ