เชียงราย เมืองแห่งมรดกทางวัฒนธรรม เมืองแห่งอาร์ตแกลลอรี่
Posted: Fri Feb 12, 2010 3:40 pm
เชียงราย เมืองแห่งมรดกทางวัฒนธรรม เมืองแห่งอาร์ตแกลลอรี่ ภายใต้แนวคิด Culture Industry โดย ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการบริหาร สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) กล่าวไว้ในบทความที่เขียนไว้เมื่อปี 2552 ว่า
ถึงแม้จะเป็นบทความเก่าจากเมื่อปีที่แล้ว แต่เห็นว่าเป็นแนวคิดที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย จึงนำมาขยายความต่อจังหวัดเชียงราย ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของกรณีศึกษาของ Culture Industry ที่น่าจะไปได้ดี ปัจจุบันภาพเมืองเชียงรายที่เห็นได้พัฒนาและกลายเป็น "เมืองแห่งแกลลอรี่" ไปบ้างแล้ว โดยมีภาคเอกชนนำร่องไปก่อน เนื่องจากมีแม่เหล็กตัวใหญ่ คือ คุณถวัลย์ ดัชนี และอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินชื่อดังเป็นผู้บุกเบิก นำผลงานมาแสดงและสร้างงานให้คนท้องถิ่นเกิดรายได้ เท่าที่ทราบตอนนี้เริ่มมีอาจารย์ท่านอื่นๆ ก็เริ่มไปเปิดแกลลอรี่ที่เชียงรายมากขึ้นเรื่อยๆ นับเป็นข่าวดีท่ามกลางกระแสวิกฤติเศรษฐกิจ
จะดีมากแค่ไหน ถ้าเราสามารถสร้างเศรษฐกิจไทยในกระแสใหม่ได้สำเร็จ
วิกฤติก็วิกฤติเถอะ ผมเชื่อว่า...เรารอด เพราะรากฐานทางวัฒนธรรมของสังคมไทยเราเด่นชัดมาก ถ้าผู้ประกอบการเราเข้าใจและสามารถนำมาเชื่อมโยงปรับเป็นจุดขาย โดยสะท้อนให้เห็นถึงการสั่งสมความมั่งคั่งทางภูมิปัญญาของคนไทยในอดีต ผมมั่นใจครับว่า เราไม่เคยน้อยหน้าใคร
แต่เรามีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ฐานธุรกิจที่มาจาก "ความคิดสร้างสรรค์" นั้นคืออะไร อย่างการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่หรือการประยุกต์ด้วยนวัตกรรมก็เป็นอีกแนวทางหนึ่ง ที่จะช่วยให้เราเกิดกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์ สามารถผลิตสินค้าและบริการที่โดนใจตลาดโลกได้
ถ้าเราเข้าใจตรงนี้แล้ว และมีคนช่วยเชียร์เยอะๆ คนไทยก็จะหันมาให้ความสนใจเรื่อง Creative Economy กันมากขึ้น และให้คิดเสียว่าเรื่องเหล่านี้สามารถช่วยผู้ประกอบการทำมาค้าขายได้ดี ตรงจุดนี้ประเทศชาติก็ได้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้น การผลักดันความคิดสร้างสรรค์ ให้เป็น "วาระแห่งชาติ" จึงเป็นสิ่งจำเป็น
เดิมทีเดียว "วาระแห่งชาติ" ของประเทศไทย จะเน้นหนักไปที่ธุรกิจเพื่อการส่งออกเป็นสำคัญ ที่ผ่านมาเราก็ทำได้ดี ทั้งในแง่ปริมาณ คนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนิคมอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
แต่เวลานี้ ในโลกปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปมาก กระแสของโลกสมัยใหม่กำลังเลี้ยวเข้าสู่ตลาดธุรกิจที่มาจากพื้นฐานของความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก เราจึงต้องพยายามผลักดันให้วาระแห่งชาติเกิดขึ้นให้ได้ เพื่อสร้างความตื่นตัวและเป็นแนวทางให้ภาคเอกชนเดินหน้าอย่างถูกต้องและถูกใจตลาด กระทรวงพาณิชย์ แทนที่จะทำหน้าที่จัดโควตา ก็ปรับเป็นกระทรวงส่งเสริมการส่งออก ซึ่งเป็นกรมที่มีศักดิ์มีศรี และมีความสำคัญยิ่งกับวาระแห่งชาติที่กล่าวถึง
เรามาถามต่อว่า ธุรกิจสร้างสรรค์ที่จะทำเป็นวาระแห่งชาติหมายถึงอะไร ใช่หรือไม่ หรือถ้ายังไม่ทำ อยากทำไหม นี่ก็จะโยงมาถึงสิ่งที่เราพูดกันมาตั้งแต่แรก นั่นคือ Culture Industry ที่ผ่านมา ผมย้ำไปหลายครั้งแล้วว่า ถึงเวลาแล้ว ที่คนไทยจะต้อง "ต่อยอด" จากสังคมอุตสาหกรรม มาเป็นสังคมแห่งวัฒนธรรม
ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรมไทยนั้น น่าสนใจและมีคุณค่ามาก ผมเชื่อว่า ผู้ประกอบการไทยสามารถนำมาต่อยอดให้เข้ากับตลาดท่องเที่ยวได้ ผลที่ตามมาเราก็จะได้ตลาดใหม่ที่เกี่ยวเนื่องทั้งเรื่องที่พัก ภัตตาคาร และขายของที่ระลึก โดยประยุกต์ดัดแปลงให้ดูดี มีรสนิยม ถ้าทำได้ เราก็โชว์ได้
กิจกรรม หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับมรดกทางวัฒนธรรมถือเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่รัฐบาลประกาศสนับสนุน เพื่อมุ่งสู่การทำธุรกิจบนความคิดสร้างสรรค์ ถามว่า เรามีความพร้อมมากไหม ผมว่า มีมากนะครับ และที่เห็นอยู่ก็มีหลายแห่งกำลังทำและทำได้ดีด้วย อาทิเช่น อยุธยา สุโขทัย เป็นแหล่งมรดกวัฒนธรรมไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก นักท่องเที่ยวต่างชาติชอบมากๆ ผมเองก็ภูมิใจกับของดีมีอยู่
แต่มีบางจุดเราอาจเสริมเข้าไป เพื่อให้เกิดคุณค่าในเรื่องการต่อยอด ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงจากสุโขทัยมาอยุธยานั้น เปลี่ยนไปทางไหน ผ่านเมืองอะไรมาบ้าง นี่คือจุดต่อเนื่อง เราก็ควรพัฒนาจุดต่อเนื่องนี้ให้เป็นไปในลักษณะเชื่อมโยงเรื่องสถานที่ได้
ส่วนธุรกิจในข่ายศิลปะการแสดง หรือการชม อาทิเช่น รูปภาพ งานแกะสลัก งานศิลป์ที่เป็นวิช่วลอาร์ท หรือเพอร์ฟอร์มมิ่งอาร์ท เรามีของดีแบบนี้เยอะมากเลยครับ หากเราจัดระบบจัดการที่ดี "ของดี" ที่มีอยู่มากมายทั่วประเทศไทย เราก็สามารถพัฒนาให้เป็น "เมืองแห่งแกลลอรี่" ได้ไม่ยาก เช่นเดียวกับบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ที่ผมเคยไปดู เขาสนับสนุนแกลลอรี่เป็นอาชีพชัดเจน แถมมีกิจกรรมที่ต่อเนื่องด้วย อย่างเวลามีงานแกลลอรี่ ก็มีเรื่องการท่องเที่ยวเข้ามาเชื่อมโยงโดยขายเมืองอูบุตไปด้วย นักท่องเที่ยวสามารถเดินทาง จากแกลลอรี่นั้นไปแกลลอรี่นี้ได้สะดวก ถือเป็นหมู่บ้านแกลลอรี่ที่ดีมาก
ถามว่าประเทศไทย ทำได้หรือไม่ ผมตอบได้เลย ทำได้ครับ จังหวัดเชียงราย ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของกรณีศึกษาของ Culture Industry ที่น่าจะไปได้ดี ปัจจุบันภาพเมืองเชียงรายที่เห็นได้พัฒนาและกลายเป็น "เมืองแห่งแกลลอรี่" ไปบ้างแล้ว โดยมีภาคเอกชนนำร่องไปก่อน เนื่องจากมีแม่เหล็กตัวใหญ่ คือ คุณถวัลย์ ดัชนี และอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินชื่อดังเป็นผู้บุกเบิก นำผลงานมาแสดงและสร้างงานให้คนท้องถิ่นเกิดรายได้ เท่าที่ทราบตอนนี้เริ่มมีอาจารย์ท่านอื่นๆ ก็เริ่มไปเปิดแกลลอรี่ที่เชียงรายมากขึ้นเรื่อยๆ นับเป็นข่าวดีท่ามกลางกระแสวิกฤติเศรษฐกิจ
ผมมาคิดต่อ ถ้าเราจัดเรื่องพวกนี้ให้เป็นกรุ๊ป ทำแผนที่ แกลลอรี่แมป ขึ้นมา เหมือนเมืองอูบุตในบาหลี อินโดนีเซีย เป็นเครื่องมือบอกข้อมูลข่าวสารแก่นักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติ ว่า ถนนนี้ มีเรื่องนี้ ถนนนั้นมีเรื่องนั้น คนที่ไปชมก็จะนึกภาพรวมออก และรู้จุดมุ่งหมายว่า ควรจะไปชมไปซื้ออะไรได้ที่ไหน ซึ่งเมืองเชียงใหม่ก็สามารถพัฒนาเป็นเมืองแกลลอรี่ได้เช่นกัน และควรทำแผนที่แผนผังให้เป็นเรื่องชัดเจน เพราะที่นี่ก็มีกลิ่นอายของวัฒนธรรมมาแต่โบราณกาล
ในความเห็นผม ศิลปินไทย และอินโดนีเซีย ไม่ต่างกันเลย เพราะทุกอย่างได้รับอิทธิพลมาจากประเทศตะวันตกเหมือนกัน ศิลปินไทยที่วาดภาพได้หลายมิติ ล้วนร่ำเรียนมาจากอาจารย์ศิลป์ พีระศรี สมัยก่อนไม่มีมิติ เป็นแบบแบนๆ ศิลปะเหล่านี้เราได้จากอิตาลี ส่วนอินโดนีเซียเขาได้จากเยอรมนี ซึ่งมาจากเรเนซองเหมือนกัน ที่ต่าง คือ "โลคัล ซีน" เท่านั้น
ล่าสุด เวลานี้ที่เวียดนามก็มีสตรีท แกลลอรี่แล้ว เป็นภาคเอกชนที่ทำกันเอง รัฐบาลเขาไม่ได้เข้าไปช่วย เพียงทำแผนผังให้เป็นระบบ ส่วนเอกชนเขาต่างคนต่างขาย หรืออย่างประเทศจีนก็มีศูนย์กลางแกลลอรี่ที่ดีมาก เปิดโอกาสให้ศิลปินมาร่วมงานขายของ รัฐจัดสถานที่ให้ โดยใช้พื้นที่ไม่มาก แต่เอามาพัฒนาสร้างประโยชน์ได้มาก
สิ่งเหล่านี้เป็นความรู้นอกห้องเรียนที่คนไทยควรศึกษา ยิ่งถ้าเราช่วยกันยกระดับความสำคัญของเศรษฐกิจ โดยมุ่งพัฒนาธุรกิจบนความคิดสร้างสรรค์ และจัดระบบให้เป็น "วาระแห่งชาติ" แล้ว
ความสำเร็จก็อาจอยู่แค่เอื้อม!
บทความโดย: ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการบริหาร สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 (http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2009q ... ly17p2.htm" onclick="window.open(this.href);return false;)
หอศิลป์ไตยวน ตั้งอยู่เลขที่ 250 หมู่ 15 ถนนราชโยธา ซอย 3 ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย เป็นสถานที่จัดแสดงผลงานศิลปะของอาจารย์ฉลอง พินิจสุวรรณ ศิลปินด้านทัศนศิลป์ที่สำคัญของจังหวัดเชียงราย ตลอดจนงานศิลปะอื่นๆ ของชาวไตยวน หรือชาวพื้นเมือง โทรศัพท์ 053-712137 เปิดพุธ-อาทิตย์ เวลา 10.00-17.30 น. ฉลอง พินิจสุวรรณ เป็นคนจังหวัดเชียงรายตั้งแต่กำเนิด ศิลปินอิสระผู้สร้างผลงานศิลปะอย่างมากมาย ซึ่งอดีตเป็นอาจารย์สอนในสถานศึกษาที่มีชื่อเสียงในจังหวัดเชียงรายที่ อายุราชการ รวมถึง 28 ปี ศิลปินผู้นี้เป็นที่รู้จักอย่างดีในแวดวงศิลปกรรม ปัจจุบันเป็นเจ้าของหอศิลป์เล็กๆ ที่แฝงไว้ด้วยเสน่ห์ของล้านนาชื่อว่า "หอศิลป์ไตยวน" อันหมายถึงชนเผ่าหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในภาคเหนือ ตอนบนของประเทศไทย มีภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตนเอง หรือที่คนปัจจุบันเรียกกันว่า "คนเมือง" คนไตยวน ได้ค่อยๆ เลือนหายไป คนรุ่นใหม่คิดกันเพียงแค่ว่า คนไตยวนเชียงแสนนั้นได้ถูกกวาดต้อนไปหมดแล้ว ไปอยู่ตามที่ต่างๆ เช่น เชียงใหม่ ลำปาง น่าน เวียงจันทร์ สระบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2347 แต่หารู้ไม่ว่าคนไตยวนที่ถูกอพยพไปเมื่อครั้งนั้น ได้ย้อนกลับมายังบ้านเกิดเมืองนอนของตนอีกครั้งหนึ่ง โดยอาศัยอยู่ตามที่ต่างๆ อาจราย์ฉลอง การที่ได้ตั้งชื่อหอศิลป์แห่งนี้ว่า "หอศิลป์ไตยวน" ก็เพื่อไม่ให้ลืมเลือนชาติพันธุ์ของตนเอง สำหรับสามเหลี่ยมหน้าจั่วที่นำเอามาเป็น รูปสัญลักษณ์นั้น ก็ได้มาจากสุภาษิตไทยที่ว่า "รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา" ประโยชน์ของหอศิลป์ดังกล่าวก็เพื่อเป็น แหล่งเรียนรู้ในด้านศิลปะและวัฒนธรรมภูมิปัญยาท้องถิ่นทั้งในอดีต ปัจจุบัน และแบบร่วมสมัยให้กับคนในท้องถิ่นได้ศึกษาเรียนรู้และหาประสบการณ์ นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริม กิจกรรมทางด้านศิลปะให้กับเยาวชน รวมถึงเป็นการพบปะแลกเปลี่ยนทัศนะความคิดเห็นต่างๆ ทางด้านศิลปกรรมและวรรณกรรมระหว่างคนทำงานด้านศิลปะ กับผู้ที่เสพงานศิลปะ แม้จะไม่ใหญ่โต แต่ก็เอื้อประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างดี 

