"แม่น้ำโขง” มีแหล่งกำเนิดในที่ราบสูงทิเบต ในประเทศจีน แล้วไหลผ่านมณฑลยูนนาน และริมฝั่งแม่น้ำ 5 ประเทศ คือ พม่า ลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม แล้วไหลสู่ทะเลจีนใต้ เวียดนาม มีความยาวของแม่น้ำ 4,909 กิโลเมตร จากข้อมูลของโครงการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง (โดยการสนับสนุนขององค์การสหประชาชาติ เพื่อพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง เพื่อประโยชน์เศรษฐกิจ สังคมแก่ประเทศสมาชิกของคณะกรรมการแม่โขง) ประเมินว่าศักยภาพของการนำน้ำมาผลิตกระแสไฟฟ้า สามารถทำได้ 37,000 เมกะวัตต์ ถ้ามีการจัดการน้ำที่ดี จะสามารถนำมาใช้ในพื้นที่ชลประทานได้กว่า 37 ล้านไร่ ทำให้ผลิตข้าวได้ 15-16 ล้านตันได้อย่างสบาย ๆ ขณะเดียวกันในลุ่มน้ำโขงมีแหล่งปลาที่ ชุกชุมที่สุดในโลกมีปลามากกว่า 1,300 ชนิดพันธ์ุ แต่ความรู้เกี่ยวกับชีววิทยา วัฏจักรชีวิตของปลาเหล่านี้ยังมีอยู่น้อยมากหน้าแล้งในปีนี้แม่น้ำโขงเหือดแห้งจนน่าใจหาย กลายเป็นวิกฤติหนักซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นผลมาจากการสร้างเขื่อนของจีนในมณฑลยูนนาน ซึ่งเปิดใช้แล้วได้แก่เขื่อนมานวาน ต้าเฉาชาน ทั้งสองเขื่อนมีความจุอ่างเก็บน้ำเขื่อนละ 257 ล้านลูกบาศก์เมตรและเขื่อน จิงหง มีความจุอ่าง 308 ล้านลูกบาศก์เมตร นอกจากนี้ยังมีเขื่อนขนาดใหญ่ที่กำลังก่อสร้างอีก 2 เขื่อนคือ เซียงวาน มีความจุอ่าง 9,895 ล้านลูกบาศก์เมตร กำหนดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2555 และเขื่อน นอซาดู ความจุอ่าง 12,190 ล้านลูกบาศก์เมตร จะสร้างเสร็จในปี 2560 เหล่านี้เป็นเขื่อนในระยะแรก ซึ่งจะมีในระยะกลางตามมาจะสร้างเพิ่มอีก 4 เขื่อน โดยตามแผนระยะยาวตั้งเป้าจะสร้างเขื่อน 14 เขื่อน ซึ่งอยู่ระหว่างการสำรวจ
นอกจากประเด็นการสร้างเขื่อนในจีนแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่มองว่าน้ำโขงแห้งลง ส่วนหนึ่งอาจมาจากภาวะโลกร้อน ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา อดีตนักวิทยาศาสตร์นาซา และผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาวะโลกร้อน ได้กล่าวไว้ในงานสัมมนา เรื่อง “ถอดรหัส สกัดวันสิ้นโลกว่า อีก 10 ปีข้างหน้า ภาคอีสานจะแห้งแล้งหนัก เพราะน้ำแข็งที่เป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำโขงจะละลายจนหมด ประกอบกับการสร้างเขื่อนในประเทศจีนจะเป็นตัวเร่ง
เมื่อมองข้ามความเดือดร้อนของผู้คนที่อาศัยริมน้ำออกไป ผลจากวิกฤติแห่งแม่โขงครั้งนี้ยังกระทบต่อสิ่งมีชีวิตแม่น้ำโขง ได้แก่ “ปลาบึก” และโลมาอิรวดี สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของแม่น้ำโขง
สายสุนีย์ จักษุอินทร์ ผู้จัดการโครงการอนุรักษ์โลมาในอ่าวไทยตอนใน WWF กล่าวว่า โลมาอิรวดีในแม่น้ำโขงเป็น 1 ใน 5 โลมาน้ำจืดที่เหลืออยู่ในโลก ได้แก่ ทะเลสาบสงขลา ทะเลสาบเซลิก้า แม่น้ำมหคามในประเทศอินโด นีเซีย และแม่น้ำอิรวดีในพม่า โลมาอิรวดีที่กำลังเกิดภัยคุกคามล่าสุดคือในแม่น้ำโขง และทะเลสาบสงขลา สำหรับในแม่น้ำโขงเกิดภาวะแหล่งอาหารขาดแคลน ปลากด ที่เป็นอาหารของโลมาลดน้อยลง คุณภาพน้ำต่ำ และมนุษย์เข้าคุกคามโลมามากขึ้น
ปัจจุบันแม่น้ำโขงในฝั่งไทยไม่พบโลมาแต่เมื่ออดีตมีคำบอกเล่าจากชาวบ้านว่า เคยพบโลมาในเขตประเทศไทย ขณะนี้พบโลมาในเขตเขมร และลาว จากการเก็บข้อมูล บันทึกการเดินทาง ของ WWF และ WCF และ หน่วย งานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องด้านประมงในลาวและกัมพูชา ใน 2 ปีที่ผ่านมาพบโลมา 80-100 ตัว และในแต่ละปี พบโลมาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุและภัยคุกคามต่าง ๆ ปีละ 5-6 ตัว ทั้งการติดอวน ภาวะของแม่น้ำโขงที่แห้งลง โลมาต้องแสวงหาแหล่งที่อยู่ใหม่ที่มีน้ำลึกยิ่งกว่า เพราะเป็นปลาที่ต้องขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ และต้องอยู่ในแหล่งอาหารที่มีปลาอุดมสมบูรณ์
“เดิมที 5-6 ปีที่แล้ว วิเคราะห์ว่าภาวะโลกร้อนจะส่งผลกระทบต่อแม่น้ำโขง แต่เขื่อนคือตัวเร่งให้แม่น้ำโขงวิกฤติเพิ่มมากขึ้น เกิดภาวะแห้งแล้ง ชาวบ้านที่ทำเกษตรริมน้ำ ปลูกพืชไม่ได้ รวมทั้งการทำประมงด้วยความยากลำบาก ประกอบกับมีความยากจนอยู่แล้ว มีความกังวลว่าชาวบ้านจะล่าโลมาเพื่อเป็นอาหาร เพราะสภาพชีวิตของผู้คนริมน้ำโขงในฝั่งนั้นแร้นแค้นไม่ต่างจากประเทศไทย เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา”
ผู้จัดการโครงการอนุรักษ์โลมาในอ่าวไทยตอนใน WWF กล่าวอีกว่า เมื่อน้ำในแม่น้ำแห้งลง ปัญหาการกัดเซาะริมตลิ่งเป็นเรื่องที่ตามมาไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงสองฟากฝั่งแม่ น้ำ จะเกิดตะกอนจากแผ่นดินริมตลิ่งร่วงลงสู่แม่น้ำโขง ทำให้สารโลหะหนักในแม่น้ำสูงขึ้น เพราะที่ผ่านมา การทำเกษตรในริมแม่น้ำโขงมีการใช้สารเคมี ดีดีทีในปริมาณที่สูง แม้ในขณะนี้จะมีกฎหมายห้ามใช้แต่สารเหล่านี้ยังตกค้างอยู่ในดินจำนวนมาก เมื่อตลิ่งพังดีดีทีจะลงแหล่งน้ำ ปลาในแม่น้ำโขงได้รับสารพิษส่งต่อถึงโลมาในที่สุด ที่กินปลาเป็นอาหาร ดังนั้นการทำงานของ WWF จึงรีบทำอย่างเร่งด่วน ด้วยการเก็บข้อมูลผลกระทบที่มีทุกด้านต่อแม่น้ำโขง เพื่อจะได้ข้อมูลออกมาตีแผ่ได้ว่าการสร้างเขื่อนส่งผลกระทบจริง ยอมรับที่ผ่านมาการเก็บข้อมูลยังไม่เป็นระบบและมีอยู่น้อย ซึ่งข้อมูลจะเป็นตัวที่ชะลอการสร้างเขื่อนออกไปได้ ตลอดจนข้อมูลที่น่าห่วงอีกด้าน คือตะกอนดินจากแม่น้ำโขงที่ไหลลงสู่ทะเลจีนใต้ ที่ช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับป่าชายเลน สร้างแหล่งอาหาร ให้สัตว์ทะเล ในเวียดนาม และ เอื้อให้ทะเลในไทยและเขมรอุดมสมบูรณ์ ด้วย หากไม่มีตะกอนพัดมาทรัพยากรสัตว์น้ำย่อมหายไปด้วย
“การหยุดยั้งเขื่อนเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่หนทางหนึ่งคือ ชะลอออกไประหว่างนี้จะสามารถจัดการแหล่งที่อยู่อาศัยของโลมา และปลาบึกได้อย่างเป็นระบบ กันเป็นพื้นที่อนุรักษ์ จัดเขตโซนนิ่งได้”
นอกจากโลมาอิรวดีแล้ว “ปลาบึก” เป็นสัตว์สัญลักษณ์สำคัญของแม่น้ำโขง ที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน รัฐพล พิทักษ์เทพสมบัติ ผู้จัดการโครงการฟื้นฟูลุ่มน้ำชี WWF กล่าวถึงสถานภาพของปลาบึกในแม่น้ำโขงว่า นับตั้งแต่มีการระเบิดเกาะแก่งเพื่อปรับปรุงเส้นทางการเดินเรือของจีน สาหร่ายไก อาหารของปลาบึก ที่อยู่ตามเกาะแก่งเหล่านี้ ได้ลดน้อยลงไปด้วยขนาดของปลาบึกที่จับได้ ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมาเหลือเพียง 120 กิโลกรัม จากเดิมทีปลาบึกในธรรมชาติเคยพบขนาดใหญ่สุด150-300 กิโลกรัม โดยแต่ละปีมีการจับปลาบึกได้ปีละ 2 ตัว ตามข้อตกลงของไทยและลาวที่จะร่วมอนุรักษ์ปลาบึกในแม่น้ำโขงไว้ ปลาที่จับได้จะถูกรีดน้ำเชื้อโดยกรมประมงเพื่อนำสายพันธุ์มาเพาะเลี้ยง
อย่างไรก็ตาม ปลาบึกที่อยู่ในระบบเพาะเลี้ยงทั้งหมดไม่ใช่สายพันธุ์แท้ของปลาบึกลุ่มน้ำ โขงแต่มีการผสมสายพันธุ์ของปลาเทโพ เพราะการเพาะพันธุ์ปลาบึกสายพันธ์ุแท้ยังทำไม่ได้ ภาวะน้ำโขงที่แห้งลงเป็นตัวเร่งทำลายแหล่งอาหาร รวมทั้งขัดขวางเส้นทางการวางไข่ของปลาบึก
แม่น้ำโขงเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตและแหล่งวัฒนธรรมของผู้คนกว่า 60 ล้านคนที่อาศัยอยู่ 5 ประเทศ กำลังถูกคุกคาม วันนี้ยังมิอาจคาดเดาได้ว่าความเดือดร้อนจะหนักหนาขนาดไหน หากวันนี้ยังไม่ได้แก้ไขจากต้นเหตุ ซึ่งหลายฝ่ายโยนน้ำหนักไปที่เขื่อน ในแม่น้ำโขง
แหล่งข่าว: dailynews.co.th