Travel Advisory ระดับ 5 ยูเออีประกาศห้ามนักท่องเที่ยวมาไทย
Posted: Fri Apr 09, 2010 8:47 am
ยูเออีประกาศห้ามไม่ให้นักท่องเที่ยวของยูเออีเดินทางมาประเทศไทย ถือเป็นการออกคำแนะนำการเดินทางหรือ Travel Advisory ในระดับที่ 5ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังรัฐบาลอาศัยอำนาจแห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่ 6 จังหวัด ปรากฏว่าในวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมาก็เริ่มมีผลกระทบเกิดขึ้นกับธุรกิจท่องเที่ยวทันที
โดยกระทรวง การต่างประเทศของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ได้ออกประกาศห้ามไม่ให้นักท่องเที่ยวของยูเออีเดินทางมาประเทศไทย ถือเป็นการออกคำแนะนำการเดินทางหรือ Travel Advisory ในระดับที่ 5 จากที่ก่อนหน้านี้ยูเออีไม่เคยออกคำแนะนำมาก่อนเลย และเมื่อรวมกับประเทศอื่นๆ ที่ออกคำแนะนำมาก่อนหน้านี้ 42 ประเทศ ทำให้มีประเทศที่ออกคำแนะนำแล้ว 43 ประเทศ แต่ส่วนใหญ่แนะนำไม่ให้เข้าไปในพื้นที่ชุมนุม
ด้านนายวิชิต ประกอบโกศล นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน กล่าวว่า รัฐบาลจีนยังไม่ได้เพิ่มระดับประกาศแนะนำการเดินทางท่องเที่ยว แต่กระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล์) ไปยังบริษัททัวร์ต่างๆในจีน ขอความร่วมมือชะลอการนำนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาในไทยแล้ว จึงเชื่อว่าจะส่งผลให้เที่ยวบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลท์) ที่เดิมจะมีเข้ามาไทยในช่วงสงกรานต์ 100 ลำ เมื่อมีการชุมนุมย่านราชประสงค์ลดลงมาต่ำที่สุดที่ 20 ลำ แต่จนถึงบัดนี้อาจจะหายไปเกือบหมด
"การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของรัฐบาลไทย ถือเป็นเรื่องที่ร้ายแรงของคนจีน เพราะนอกจากจะไม่มั่นใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว บริษัทประกันภัยยังไม่รับประกันด้วย และการยกเลิกแพ็กเกจท่องเที่ยวของชาวจีน จะส่งผลกระทบกับบริษัททัวร์ไทยที่นำคนไทยไปเที่ยวจีนในช่วงสงกรานต์ด้วย เนื่องจากผู้โดยสารต้องมีทั้งขาไปและขากลับ หากไปขาเดียวโดยที่ไม่มีขากลับ บริษัททัวร์ขาดทุนแน่นอน ขณะนี้ ผู้ประกอบการเอกชนไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้เลย เพราะไม่สามารถตอบลูกค้าได้ จึงขอให้รัฐบาลดำเนินการให้เหตุการณ์จบลงโดยเร็ว หรือทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด"
สทท.กลัว ภาพลักษณ์ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
นายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า หลังจากรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวรุนแรงขึ้น เนื่องจากภาพลักษณ์ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ดูน่ากลัวกว่าการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ อาจทำให้ต่างประเทศออกประกาศให้นักท่องเที่ยวของประเทศตัวเองระมัดระวังการ เดินทางมาไทยมากขึ้น ซึ่งจากเดิมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและรายได้หายไปวันละ 10% เมื่อประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็คาดว่าจะหายไปมากขึ้นวันละ 15% สูญเสียรายได้ 180 ล้านบาทต่อวัน เพิ่มขึ้นจากเดิมที่สูญเสียวันละ 140-150 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่าผลกระทบของภาคการท่องเที่ยวในปีนี้จะไม่สูงเท่ากับปีก่อน และยังเชื่อว่าปีนี้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย จะสูงกว่าปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 14.1 ล้านคน
นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า เตรียมประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย ตั้งแต่มีการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง จนกระทั่งปัจจุบันว่าได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองในประเทศบ้างหรือไม่ เพราะไม่เชื่อว่าการท่องเที่ยวจะสูญเสียรายได้มากระดับ 10,000 ล้านบาท อย่างที่ภาคเอกชนประเมินกัน ส่วนที่ภาคเอกชนจะขอยืดระยะเวลาการชำระคืนเงินกู้ที่กู้มาเสริมสภาพคล่องจาก กรณีได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ปิดสนามบิน และเหตุการณ์เดือน เม.ย.52 นั้น หากเดือดร้อนจริง ก็ขอให้ทำเรื่องเสนอมา
หอการค้าชี้รากหญ้าถูกกระทบหนัก
นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีผลกระทบต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะท่องเที่ยวได้รับผลกระทบมากสุด เสียหายวันละ 200-500 ล้านบาท แยกเป็นผลกระทบต่อธุรกิจขนาดใหญ่ ได้แก่ สายการบิน ทัวร์ รถโดยสาร โรงแรมและสถานที่พักวันละ 120-400 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 80-200 ล้านบาท กระทบต่อธุรกิจเอสเอ็มอี ได้แก่ ธุรกิจร้านอาหาร ขายของที่ระลึก เกสต์เฮาส์ สปาและนวดแผนไทย รถ โดยสารขนาดเล็ก รวมถึงกระทบต่อพนักงานและลูกจ้างรายวัน เช่น ไกด์นำเที่ยว พนักงานขับรถ หมอนวดแผนไทย พนักงานร้านอาหาร พนักงานขายของ และชาวบ้านที่ผลิตของที่ระลึก
ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจค้าขายในประเทศเสียหายวันละ 500-800 ล้านบาท แยกเป็นผลกระทบต่อธุรกิจขนาดใหญ่ ได้แก่ ธุรกิจผลิตและขายสินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจผลิตและขายสินค้าคงทน เช่น บ้าน รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า วันละ 350-560 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 150-240 ล้านบาท เกิดขึ้นกับธุรกิจเอสเอ็มอี เช่น ผู้ผลิตและผู้ขายขนาดกลางและขนาดเล็ก ร้านขายของชำทั่วไปและประชาชนทั่วไป ที่เป็นพนักงานหรือรับจ้างในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจผลิตและขาย สินค้า ลูกจ้างรายวัน เช่น คนงานในโรงงาน ผู้ใช้แรงงาน และพนักงานขายของ
"การชุมนุมทำให้การบริโภคต่อจีดีพีลดลงวันละ 500-800 ล้านบาท หากยืดเยื้อ 1 เดือน ลดลง 10,000-16,000 ล้านบาท นาน 3 เดือน ลดลง 20,000-30,000 ล้านบาท ส่วนผลกระทบที่เกิดจากการลงทุนทางตรงต่อจีดีพี กรณีชุมนุม 1 เดือน ทำให้การลงทุนลดลง 1,000-2,000 ล้านบาท นาน 3 เดือนลดลง 10,000-20,000 ล้านบาท ขณะที่ผลกระทบต่อการท่องเที่ยว กรณีชุมนุม 1 เดือน ทำให้เสียรายได้ 10,000-20,000 ล้านบาท นาน 3 เดือนเสีย 40,000-50,000 ล้านบาท ส่วนผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ ชุมนุม 1 เดือนกระทบ 21,000-38,000 ล้านบาท ทำให้จีดีพีลดลง 0.1-0.2% หากนาน 3 เดือนกระทบ 70,000-100,000 ล้านบาท จีดีพีลดลง 0.3-0.5%"
สำหรับการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ได้ส่งผล กระทบต่อธุรกิจใกล้เคียงวันละ 200-500 ล้านบาท โดยธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น โรงแรมและห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เสียหายวันละ 140-350 ล้านบาท ที่เหลืออีก 60-150 ล้านบาท กระทบกับธุรกิจเอสเอ็มอี เช่น ผู้ขายขนาดกลางและขนาดเล็ก ร้านขายของชำ
ธปท.เชื่อมั่น กระจายธนบัตรได้
นางจิตติมา ดุริยะประพันธ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายออกบัตรธนาคาร กล่าวว่า การเบิกจ่ายเงินสดของประชาชนในช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ยังคงปกติ ขณะที่การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินและการกระจายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในต่างจังหวัด ไม่มีผลกระทบมากนักต่อการบริหารจัดการ และการจัดส่งกระจายธนบัตร จากโรงพิมพ์ธนบัตรไปยังศูนย์บริหารจัดการธนบัตรทั้ง 10 แห่งของ ธปท.ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ รวมทั้งการประสานงานการส่งธนบัตรไปยังธนาคารพาณิชย์และตู้เอทีเอ็มในส่วนที่ ไม่ใช่พื้นที่การชุมนุม ทั้งนี้ หากเกิดกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อารักขามีภารกิจอื่นหรือมีเหตุให้เลื่อน การจัดส่งธนบัตรตามแผน ทางศูนย์จัดการธนบัตรที่กระจายอยู่ทั่วประเทศทั้ง 10 แห่ง มีกำหนดให้สำรองธนบัตรไว้เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเป็น กรณีพิเศษ สามารถเบิกจ่ายได้เป็นเวลา 2 เดือน แม้ไม่มีการส่งธนบัตรใหม่
แหล่งข่าว: thairath.co.th