เที่ยวไทยโคม่า 40 ปท.เตือนนักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงขั้นสูงสุด
Posted: Tue Apr 27, 2010 9:31 pm
ท่องเที่ยวไทยพังยับหลังบึ้มสีลม ออสเตรเลียที่มีคนเจ็บกับอีก 7 ปท.สั่งห้ามเดินทางเข้าไทย อีก 40 ปท.ออกประกาศเตือน "เฟตต้า" ลั่นไม่เหลืออะไรแล้ว สถานการณ์ไม่ต่างกับปิดสนามบิน วอนยุติปัญหาโดยเร็ว "สุวรรณภูมิ" โหรงเหรง ผู้โดยสารหาย 43%เมื่อวันที่ 23 เมษายน นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เหตุระเบิดที่ถนนสีลมเมื่อวันที่ 22 เมษายน เป็นสถานการณ์ที่น่ากลัว มีการรายงานโดยสื่อต่างประเทศออกไป เพราะถนนสีลมเป็นที่รู้จักของนักลงทุนต่างชาติว่าเป็นถนนสายธุรกิจการเงิน ย่อมมีคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น และจะกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศ และเกรงว่าจะกระทบต่ออันดับความเชื่อมั่นของประเทศด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ดังนั้นเพื่อหาทางออก ทุกคนต้องร่วมมือกัน ขั้นแรกต้องยุติการชุมนุม เพราะแกนนำเองก็ยอมรับว่าไม่สามารถควบคุมผู้ชุมนุมได้ทั้งหมด ขณะที่รัฐบาลพร้อมจะยอมรับในประเด็นที่อาจจะเสียเปรียบทางการเมือง ด้วยการให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนตุลาคม แม้ว่ารัฐบาลมีสิทธิที่จะอยู่ในวาระจนครบเทอมในสิ้นปีหน้าก็ตาม
นายประกิตติ์ พิริยะเกียรติ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) กล่าวว่า ขณะนี้มี 47 ประเทศที่ประกาศเตือนนักท่องเที่ยวของตนเองที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวใน ไทย แบ่งเป็นการเตือนระดับที่ 2 คือ ให้มีความพร้อม จำนวน 13 ประเทศ ระดับ 3 คือ ให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ จำนวน 11 ประเทศ ระดับ 4 คือ ให้ทบทวนการเดินทาง จำนวน 16 ประเทศ และระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด คือ ห้ามเข้ามา จำนวน 7 ประเทศ คือ ฮ่องกง เช็ก จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(ยูเออี) ซาอุดิอาระเบีย สเปน และเวียดนาม
"ตอนนี้ยอมรับว่าไม่รู้จะทำอะไร เพราะไม่สามารถดำเนินการอะไรได้เลย คงต้องปล่อยให้สถานการณ์ความวุ่นวายต่างๆที่เกิดขึ้นจบลงก่อน จึงจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาได้ เพราะหากออกไปตอนนี้ก็คงจะไม่มีประโยชน์ เปลืองงบประมาณเปล่าๆ" นายประกิตติ์กล่าว และว่า ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติได้หายไปเป็นจำนวนมาก และจะหายไปเรื่อยๆ หากสถานการณ์ยังไม่ยุติลง โดยตั้งแต่วันที่ 1-21 เมษายน การเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวผ่านทางด่านสุวรรณภูมิลดลง 15% แต่เฉพาะวันที่ 21 เมษายน ลดลงมากที่สุดประมาณ 43% หากสถานการณ์ยังเป็นในลักษณะนี้คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาจะลดลงมาก ขึ้นเรื่อยๆ
นายอภิชาติ สังฆอารี กรรมการกิตติมศักดิ์สหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย (เฟตต้า) เปิดเผยว่า เหตุการณ์ระเบิดในย่านสีลม จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวไม่เหลืออะไรแล้ว จากเดิมที่คาดว่าในช่วงโลว์ซีซั่น คือ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-ตุลาคมนี้ จะสูญเสียนักท่องเที่ยวจากการชุมนุมที่ยืดเยื้อประมาณ 2-2.5 ล้านคน แต่เมื่อสถานการณ์รุนแรงขึ้นก็เป็นไปได้ที่จำนวนนักท่องเที่ยวจะหายไป มากกว่าที่คาดไว้ และนักท่องเที่ยวไม่ได้ลดลงเฉพาะในพื้นที่ชุมนุมเท่านั้น แต่ขยายวงกว้างไปจังหวัดอื่นด้วย เช่น ภูเก็ต จากช่วงสงกรานต์ที่ยังคึกคัก แต่ขณะนี้บางโรงแรมมียอดพักเพียง 30-50% และเดือนพฤษภาคม มียอดจองเข้ามาเฉลี่ย 20 % เท่านั้น
“ตอนนี้ภาคเอกชนไม่สนใจการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะทนไม่ไหวแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ต่างกับการปิดสนามบิน ทุกฝ่ายต้องถอยคนละก้าว ไม่ต้องตั้งเงื่อนไขเรื่องเวลาเพราะไม่มีผู้ใดต้องการให้ประเทศอยู่ในสภาพ แบบนี้อีกต่อไป ทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือ เพราะตอนนี้เปรียบเหมือนการเอาชนะกันโดยที่ประเทศไม่เหลืออะไร” นายอภิชาติ กล่าว
วันเดียวกัน นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้บริหารโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โรงแรม ดุสิตธานี กรุงเทพฯ จะยังคงเปิดให้บริการปรกติ โดยเพิ่มระดับรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่ มีการจัดเตรียมจุดตรวจความเรียบร้อยอย่างเข้มงวดในทุกๆทางเข้าออกของโรงแรม และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรัฐเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันได้มีการประสานงานกับโรงแรมต่างๆในเครือดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับแขกที่ต้องการเปลี่ยนที่พัก
"เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เหตุการณ์จะกลับมาสู่สภาวะปรกติโดยเร็ว และบุคลากร ธุรกิจโรงแรม ห้างสรรพสินค้า รวมถึงร้านค้าที่ตั้งอยู่ใกล้บริเวณที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ จะได้รับความช่วยเหลืออย่างจริงจัง" นายชนินทธ์ กล่าว
วันเดียวกัน สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า รัฐบาลของหลายประเทศทั่วโลกยกระดับคำเตือนการเดินทางมายังไทยขึ้นอีกระดับ หนึ่งเกิดเหตุยิงระเบิดเข้าใส่พื้นที่สาธารณะในตอนค่ำวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา ส่วนใหญ่กลายเป็นคำเตือนระดับสูงสุด คือให้งดเว้นการเดินทางมาไทยที่ไม่จำเป็นลงโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลออสเตรเลีย ซึ่งมี นายเบนจามิน เราส์ ชาวเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลียวัย 26 ปีได้รับบาดเจ็บ ถึงกับออกประกาศเรียกร้องให้ชาวออสเตรเลียทั้งหมดที่มีแผนจะเดินทางมาไทย พิจารณาความจำเป็นของการเดินทางใหม่อีกครั้ง และขอให้งดหากไม่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดจริงๆ ในขณะที่เตือนชาวออสเตรเลียซึ่งอยู่ในประเทศไทยให้หลีกเลี่ยงจากพื้นที่ ชุมนุมและอาคารที่มีส่วนเชื่อมโยงกับรัฐบาลและกองทัพไทย ในขณะที่นายกรัฐมนตรี เควิน รัดด์ กล่าวในวันเดียวกันนี้ว่า สถานการณ์ในไทยกลายเป็นเปราะบางอย่างยิ่ง เกิดเหตุรุนแรงขึ้นหลายครั้งแล้วในขณะนี้และตนยังไม่เห็นวี่แววว่าความ รุนแรงจะผ่อนคลายลงแต่อย่างใด
"ได้โปรดๆๆเถิด ชาวออสเตรเลียที่เดินทางไปยังไทยขอให้ดูคำเตือนการเดินทางของทางการให้ครบ ถ้วนอย่างยิ่ง เพราะนี่ถือว่าเป็นสถานการณ์อันตรายจริงๆ" นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียกล่าวในการให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอบีซีของออสเตรเลีย หลังเกิดเหตุ
นอกเหนือจากออสเตรเลียแล้ว ทางการสหรัฐอเมริกา, สิงคโปร์, อังกฤษ,ฝรั่งเศส, ออสเตรีย ได้ออกแถลงการณืเตือนพลเรือนสัญชาติของตนเองในไทย ในขณะที่สถานทูตฟินแลนด์ ย้ายที่ทำการจากชั้น 18 อาคารอมรินทร์ทาวเวอร์ไปใช้บ้านพักเอกอัครราชทูตเป็นสำนักงานชั่วคราวแทน ทั้งนี้ รัฐบาลอังกฤษเตือนให้งดการเดินทางมากรุงเทพฯเว้นแต่จะมีความจำเป็นอย่างแท้ จริง ในขณะที่คำเตือนของทางการสหรัฐแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็นมา ยังกรุงเทพฯ เพราะการโจมตีในลักษณะเดียวกันอาจเกิดขึ้นอีกได้ ส่วนฝรั่งเศสเตือนให้ชาวฝรั่งเศสใช้ความระมัดระวังสูงสุด ไม่พาตัวเองเข้าไปอยู่ในพื้นที่ทางการเมืองใดๆ
รายงานของหลายสำนักข่าวระบุตรงกันว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณถนนสีลม ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นถนนสายสำคัญทางด้านการเงินเทียบได้กับถนนวอลสตรีทของ เมืองไทย ส่งผลกระทบให้หลายธนาคาร ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าบางแห่งปิดตัวเองไปแล้วเพื่อความปลอดภัย ทำให้คาดการณ์ว่าจะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นตามมาอีกด้วย
สำหรับความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกิดเหตุร้ายบริเวณสีลม ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงและผันผวนตลอดวัน โดยดัชนีเปิดตลาดที่ 748.01 จุด ลดลงทันที 13.17 จุด ระหว่างวันปรับลดลงต่ำสุด 746.89 จุด ลดลง 14.29 จุด ก่อนปรับขึ้นและปิดตลาดที่ 754.58 จุด ลดลง 6.60 จุด มูลค่าการซื้อขาย 18,132.69 ล้านบาท โดยต่างชาติขายสุทธิ 2,325.11 ล้านบาท บริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 403.25 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 141.13 ล้านบาท และนักลงทุนรายย่อย ซื้อสุทธิ 2,587.24
ส่วนค่าเงินบาท นักค้าเงินจากธนาคารพาณิชย์รายหนึ่ง ระบุว่า เงินบาทเปิดตลาดที่ 32.30 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากวันก่อนที่ปิดตลาดในระดับ 32.20 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนเทขายเงินบาทค่อนข้างมาก จากข่าวการระเบิดที่สีลม โดยเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงถึงระดับ 32.35บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดในสัปดาห์นี้ แต่ช่วงบ่ายมีแรงซื้อจากนักลงทุนกลับมา ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าตามเงินสกุลอื่นในเอเชีย โดยปิดตลาดแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ 32.20บาทต่อดอลลาร์
วันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2553 เวลา 22:03:03 น. มติชนออนไลน์