การเมืองไทยทำพิษ ทัวร์ริสต์เบนเข็มไปบาหลีและฟิลิปปินส์แทน
Posted: Thu May 06, 2010 9:36 pm
วาฮู ไดวิ่ง เซ็นเตอร์ชี้การเมืองฉุดดำน้ำในไทยได้รับความนิยมลดลง ชี้ทัวริสต์เบนเข็มไปบาหลีและฟิลิปปินส์แทน แต่เชื่อกระทบระยะสั้น มั่นใจหากความวุ่นวายการเมืองยุติ ไทยจะกลับมาเป็นฮับดำน้ำในเอเชีย พร้อมตั้งเป้าธุรกิจปีนี้ยังโต 12% ทั้งร่วมออกบูธงานไทยแลนด์ กอล์ฟ แอนด์ ไดฟ์ เอ็กซ์โป 2010 ดันขายทริปดำน้ำ 200 คนนายประกาศิต ปุ่นอภิรัตน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท วาฮู ไดวิ่ง เซ็นเตอร์ จำกัด (ศูนย์การเรียนการสอนดำน้ำในระดับ 5 ดาวของสถาบันสอนดำน้ำ PADI) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า
จากสถานการณ์การเมืองที่มีการชุมนุมยืดเยื้อในขณะนี้ส่งผลให้ไทยซึ่งเป็น ศูนย์กลาง(ฮับ)ของการดำน้ำในเอเชียได้รับความนิยมลดน้อยลง เพราะจากการประกาศเตือนของรัฐบาลในระดับต่างๆ ในการมาท่องเที่ยวไทย ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหันไปดำน้ำในบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์แทน
ปัจจุบันการแข่งขันในธุรกิจดำน้ำ ในเอเชีย จะแข่งขันอยู่ใน 3 ประเทศ คือ ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดยคู่แข่งที่สำคัญจริงๆ คืออินโดนีเซีย เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่เทียบเคียงกับไทยในคือราคาประมาณ 2 หมื่นบาท และสัตว์ใต้น้ำมีจำนวนมากกว่าไทย แต่สภาพแวดล้อมใต้น้ำของไทยมีความอุดมสมบูรณ์ดีกว่า บรรยากาศรอบตัวรวมถึงผู้คนมีความเป็นมิตรมากกว่าอินโดนีเซีย อีกทั้งการเดินทางไปฟิลิปปินส์ก็ไม่มีความสะดวกมากนัก
อย่างไรก็ตามในขณะนี้ผู้ประกอบการก็หวังว่า ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองของไทยจะยุติโดยเร็ว เพราะเมื่อใดที่การเมืองยุติลง เชื่อว่าไทยจะกลับมาเป็นฮับของการดำน้ำในเอเชียเหมือนเดิมแน่นอน เพียงแต่ต้องใช้เวลาฟื้นตัวสักระยะ เนื่องจากไทยเป็นทางเลือกอันดับหนึ่ง (First Choice) ในการเป็นแหล่งดำน้ำของโลก เห็นได้จากการโหวตเวิลด์ คลาส ไดวิ่ง (World Class Diving) จากนิตยสารดำน้ำของโลก พบว่าไทยติดอันดับ 1 ใน 3 และ1 ใน 5 เสมอ ด้วยคุณภาพการท่องเที่ยวของไทยจึงได้เปรียบ
แต่ไทยก็ยังมีปัญหาเรื่องการบำรุงรักษาทรัพยากร เช่นที่ผ่านมาแหล่งดำน้ำซึ่งเป็นที่นิยมคือแฟนตาซีรีฟ ที่เกาะแปด หมู่เกาะสิมิลัน มีนักท่องเที่ยวไปดำน้ำมากทำให้ทรัพยากรธรรมชาติเสียหาย และอุทยานแห่งชาติต้องสั่งปิด ด้วยเหตุนี้จำเป็นต้องมีการสร้างจิตสำนึกให้ทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่าง ชาติมีจิตสำนึกในการช่วยกันบำรุงรักษา ไม่ทำลาย และต้องร่วมกันสร้างด้วย โดยที่ผ่านมาชมรมดำน้ำก็มีการจัดกิจกรรมในการเก็บรักษา ปลูกปะการัง และปล่อยหอยมือเสือ
ประกอบกับตลาดการท่องเที่ยวแบบดำน้ำโตขึ้นทุกปี โดยเฉลี่ยมีนักดำน้ำราว 5-6% ของประชากรทั้งหมด และคาดว่าจะมีอัตราการเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 5% ต่อปี และสำหรับวาฮู ไดวิ่ง เซ็นเตอร์ ก็มีอัตราการสอนนักเรียนใหม่เพิ่มขึ้นราว 10-12% ต่อปี โดยธุรกิจดำน้ำจะเริ่มต้นจากนักเรียนดำน้ำ หากไม่มีนักเรียนธุรกิจก็จะไม่เกิด
อย่างไรก็ตาม สถาบันสอนดำน้ำในกรุงเทพฯ มีเพียง 3 แห่งเท่านั้นที่เป็นระดับ 5 ดาว รวมถึงวาฮู ไดวิ่ง เซ็นเตอร์ ด้วย โดยการเรียนการสอนด้านดำน้ำจะมีตลาดใหญ่อยู่ในต่างจังหวัด เช่น ชุมพร กระบี่ และภูเก็ต เนื่องจากเป็นสถานที่ที่เรียนแล้วสามารถลงไปดำน้ำได้เลย
สำหรับวาฮู เป็นศูนย์การเรียนการสอนดำน้ำใน 3 ภาษา คือ ไทย จีน อังกฤษ โดยมีสัดส่วนลูกค้าเป็นชาวไทย 80% และชาวต่างชาติ 20% โดยเฉลี่ยวาฮู จะเติบโต 7-10% ต่อปี แต่ในปีนี้ตั้งเป้าเติบโตขึ้นราว 12% จากปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีส่วนแบ่งของทริปต่างประเทศมากขึ้นและจากการมีฐานลูกค้าราว 3-4 พันคน ส่วนสัดส่วนในด้านการเรียนการสอน ในปีที่ผ่านมาตั้งเป้ามีนักเรียน 250 คน แต่มีนักเรียนมาเรียนจริง 300 คน สำหรับในปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 350 คน โดยสถานที่ท่องเที่ยวที่นักเรียนมักจะเลือกไปดำน้ำหลังจากเรียนเสร็จคือสิมิลัน และเกาะเต่า
ด้านแผนส่งเสริมการตลาดมีเว็บไซต์ในการให้ข้อมูลข่าวสาร การส่งจดหมายข่าว การลงโฆษณากับนิตยสาร Trip การติดต่อลูกค้าใหม่ๆ ทางอินเตอร์เน็ต ตลอดจนการเข้าไปติดต่อกับหน่วยงานรัฐบาลและเอกชน เพื่อเข้าไปเสนอโปรแกรมดำน้ำ เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมกับชมรมดำน้ำของการบินไทย เพื่อให้คนที่สนใจการดำน้ำ สามารถมาเรียนที่วาฮู ไดวิ่ง เซ็นเตอร์ ได้เลย, โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา ที่มีการส่งนักเรียนมาเรียน 300 คน, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และอื่นๆ อีกมากมาย
นอกจากนี้ยังมีแผนเข้าร่วมงานไทยแลนด์ กอล์ฟ แอนด์ ไดฟ์ เอ็กซ์โป 2010 ในวันที่ 20-23 พฤษภาคมนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นงานกอล์ฟและดำน้ำมารวมกัน โดยในงานวาฮู ได้นำเสนอหลักสูตรการเรียนดำน้ำ ตั้งแต่คอร์สเรียนระดับเริ่มต้นจนถึงระดับครูสอนดำน้ำที่ได้มาตรฐานรับรอง จากสถาบันสอนดำน้ำ PADI Asia Pacific, จำหน่ายอุปกรณ์ดำน้ำครบวงจร ในราคาพิเศษ 10-40% พร้อมรับซ่อมอุปกรณ์ดำน้ำทุกยี่ห้อ รวมถึงรับจัดทริปดำน้ำทั้งในและต่างประเทศในราคาพิเศษ ตั้งเป้ามีนักเรียนจากในงานราว 200 คนรวมถึงการซื้อทริปดำน้ำด้วย
แหล่งข่าว: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,528 6-8 พฤษภาคม พ.ศ. 2553