Page 1 of 1

ผู้นำพม่าเยือนไทยจับมือขับเคลื่อนศูนย์กลางการค้าตะวันออก

Posted: Sun Jul 29, 2012 8:12 am
by Sam
Image

ผู้เขียนเห็นด้วยกับมุมมองของ ดร.โกร่ง (ดร.วีรพงษ์ รามางกูล) ต่อความสัมพันธ์ไทย-พม่าในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ของทั้งสองประเทศ​ เมื่อผู้นำสูงสุดได้มาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการและได้มีการหารือกับรัฐบาลไทยเกี่ยวกับโครงการความร่วมมือระหว่างไทยและพม่า โดยเฉพาะโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกที่ทวาย และทำทางเชื่อมระหว่างท่าเรือทวายกับท่าเรือแหลมฉบังกับท่าเรือมาบตาพุด และเชื่อมต่อไปจะไปถึงกัมพูชาและเวียดนาม ซึ่ง ดร.โกร่ง กล่าวไว้ว่า โครงการความร่วมมือดังกล่าว จะนำมาซึ่งจุดเปลี่ยนของประเทศไทยและพม่า อย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อความสัมพันธ์ไทย-พม่า มีแนวโน้มในเชิงบวกเช่นนี้ จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นเมืองชายแดนระหว่างไทย-พม่า ที่ด่าน อ.แม่สาย ก็มีศักยภาพในการเชื่อมโยงถนนสาย R3b ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น และมีความเป็นไปได้ว่า ในอนาคตอันใกล้ การเชื่อมโยงถนนสาย R3b จะสามารถเชื่อมโยงเข้าประเทศจีน เพื่อเชื่อมกับถนนสาย R3a ที่พาดผ่าน สิบสองปันนา (ประเทศจีน) เข้าประเทศลาว และเชื่อมกับประเทศไทย ที่ อ.เชียงของ เชียงราย ได้ ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ การเดินทางเส้นนี้ ยังไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้จริง เนื่องจากประเทศจีน ยังไม่เปิดด่านให้ผ่านเข้าสิบสองปันนาผ่านประเทศพม่า

และสำหรับบทความที่ ดร.โกร่ง เขียนไว้ในคอลัมน์คนเดินตรอก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 28 ก.ค. 2555 มีเนื้อหาใจความดังนี้

=====
ข่าวที่ควรจะเป็นข่าวดีที่สุดในรอบ 50 ปี สำหรับผมก็คือข่าวประธานาธิบดีเต็ง เส่ง แห่งสหภาพ พม่ามาเยือนไทย หลังจากนายกรัฐมนตรีอู นุ เคยมาร่วมงาน 25 พุทธศตวรรษ เมื่อปี 2500 และได้ถือโอกาสไปเยี่ยมพระนครศรีอยุธยา ท่านอู นุ คิดไม่ถึงว่ากรุงศรีอยุธยาจะถูกเผาราบเรียบขนาดนั้น โดยกองทัพอังวะ

นายพลเน วิน แม้จะเคยมาเมืองไทย เพื่อนุ่งขาวห่มขาวเข้าเฝ้าถวายพระพุทธรูปหยกสีขาวแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็เป็นการมาเป็นการส่วนตัว ว่ากันว่ามาถวายพระพุทธรูปตามคำแนะนำของโหร เพราะทางพม่าปัจจุบันเชื่อโหราจารย์มากกว่าประเทศใด ๆ ทุกเมืองมีโหราจารย์เป็นจำนวนมาก

การมาเยือนประเทศไทยของประมุขรัฐบาลพม่า ในฐานะแขกของนายกรัฐมนตรี นับเป็นก้าวที่สำคัญก้าวใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหภาพพม่า จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี

ไทยกับพม่านั้น แม้จะเป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิด มีอาณาเขตติดต่อกันกว่า 1,500 กิโลเมตรก็ตาม แต่ก็ดูจะเหินห่างกันมาก ไม่เหมือนลาว กัมพูชา และมาเลเซีย

ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะเรามีประวัติศาสตร์ขมขื่นกับพม่า เราเคยเสียกรุงให้กับพม่าถึงสองครั้งสองครา ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2112 ครั้งที่สอง เมื่อปี 2310 ตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นต้นมา เราคนไทยจึงถูกสอนให้ไม่ชอบพม่า เมื่อมีการปลุกกระแสนิยมครั้งใด ก็จะยกเอาพม่าเป็นเป้าหมายของการปลุกกระแส และยกสงครามยุทธหัตถีระหว่างพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชาเป็นกรณีพิเศษ พระนิพนธ์ของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาถก็ดี ลิลิตตะเลงพ่ายก็ดี หรือในยุคหลัง ๆ ก็จะยกเอาพม่าเป็นข้าศึกของชาติตลอดมา

นอกจากความขมขื่นเรื่องการเป็นศัตรูถาวรของชาติแล้ว พม่ายังประกอบด้วยชนหลายเผ่า หลายรัฐ รัฐที่ใหญ่สองรัฐ คือรัฐมอญกับรัฐฉาน มอญนั้นใกล้ชิดกับไทย แต่เป็นเมืองขึ้นของพม่า ไม่ชอบพม่า แต่ชอบไทย ไทยก็ชอบมอญ ยินดีรับมอญเข้ามาอยู่กับไทยอย่างสนิทสนม ผู้หลักผู้ใหญ่ของไทย แม้แต่ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย

ก็มีเลือดเป็นมอญเสียครึ่งพระองค์ คนไทยในเมืองหลวงและจังหวัดรอบ ๆ จึงมีเชื้อสายมอญเป็นจำนวนมาก แม้แต่ตัวผมเองก็เป็นลูกครึ่งมอญ คุณยายเจิมของผมมักจะพูดหยอกผมว่า "ไอ้ลาวท่อนมอญครึ่ง" อยู่เสมอ

ด้วยเหตุที่ทั้งสองชาติมีศัตรูร่วมกันคือพม่า ไทยจึงเอามอญไว้ "ขวาง" พม่า เราจึงเรียกนโยบายนั้นว่า นโยบาย "มอญขวาง" มาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา

ส่วนทางเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และเชียงราย เป็นเขตติดต่อกับรัฐฉาน จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายคำว่า "ฉาน" หรือ "ชาน" เป็นคำที่กร่อนมาจากคำว่า "สยาม" หรือ "อัสสัม" ในอินเดีย หรือคำว่า "เสียม" หรือ "เซียม" ของเขมรและมอญ ตามลำดับ เป็นคำเดียวกันหมด

รัฐฉานหรือชาน ผู้คนเป็นไทยใหญ่ หรือ "ไตโหลง" อยู่ในลุ่มน้ำสาละวิน เดิมสมัยอังกฤษปกครอง "รัฐไตโหลง" มีทั้งหมด 7 นครรัฐ เป็นเมิงเจียงตุง เมิงยอง เมิงสีป่อ เมิงตองจี เมิงลาเฉียว เมิงแสนหวี และเมิงงาย แต่ละเมีองมีเจ้าฟ้าสืบสกุลปกครองในลักษณะนครรัฐ ถ้านับนครรัฐอีกอันหนึ่งก็คือเมิงเจียงฮุ้ง สิบสองปันนา ก็จะเป็น 8 นครรัฐ

หลังสงครามอู ออง ซาน ผู้นำพม่าทำการรวบรวมผู้คนเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ เมื่อกองทัพญี่ปุ่นแพ้สงคราม อังกฤษเปิดโอกาสให้คนไตโหลง ไตลื้อเลือกว่าจะให้รัฐฉานอยู่เป็นเอกราช หรือจะอยู่ในสหภาพพม่า หรือจะมารวมกับราชอาณาจักรไทย เพราะไทยโดยการสนับสนุนของญี่ปุ่น เข้าไปยึดรัฐฉานมารวมเข้ากับราชอาณาจักรไทยภายใต้ชื่อว่า "สหรัฐไทยเดิม" ประกอบด้วย 7 จังหวัดที่มีเจ้าฟ้าปกครอง แล้วส่ง จอมพลผิน ชุณหะวัณ ไปเป็นผู้สำเร็จราชการรัฐไทยเดิม หรือ "Viceroy of Shan States" เดี๋ยวนี้พม่าให้เมืองตองจี หรือเมืองเขาใหญ่ หรือ "ดอยหลวง" เป็นเมืองหลวง

ชาวไทยใหญ่ออกเสียงให้รัฐฉานอยู่รวมกับพม่า เพราะพม่ามีสัญญาว่า จะให้เจ้าฟ้าไทยใหญ่เป็นประธานาธิบดี ส่วนพม่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดีคนแรกของพม่าหลังได้รับเอกราชจึงเป็นเจ้าฟ้าเมืองยอง

พอ เน วิน ปฏิวัติปิดประเทศ ไล่พ่อค้าต่างชาติ อันได้แก่ อินเดียกับจีนออกจากประเทศ เปลี่ยนประเทศเป็นสังคมนิยมแบบพม่า "Burmese Way of Socialism" ปกครองโดยรัฐบาลทหาร โดยมี นายพลเน วิน เป็นประธานาธิบดี ยกเลิก "รัฐธรรมนูญสหภาพ" เปลี่ยนธงชาติ ยกเลิกการเรียนภาษาอังกฤษ ปิดหนังสือพิมพ์ เจ้าฟ้าไทยใหญ่ที่เป็นประธานาธิบดีถูกจับติดคุก และสิ้นพระชนม์ในคุก เปลี่ยนแบบเรียนใหม่ กฎจราจรที่ให้รถวิ่งทางซ้ายแบบอังกฤษ ก็เปลี่ยนไปวิ่งทางขวาแบบยุโรปและอเมริกา

ประเทศพม่าเมื่อผมยังเด็กเจริญกว่าประเทศไทย ท่าเรือน้ำลึกย่างกุ้งเป็นศูนย์การค้าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนท่าเรือสิงคโปร์ เมื่อท่าเรือย่างกุ้งปิด ท่าเรือสิงคโปร์จึงพัฒนาเป็นศูนย์กลางการเดินเรือได้อย่างรวดเร็ว

พม่านั้น ถ้าไม่นับยะไข่ก็เป็นชนกลุ่มน้อย ถ้าเทียบกับไทยใหญ่และมอญ นอกนั้นก็ยังมีคะฉิน มะเมา ชิน สะแกง และกะเหรี่ยง แต่เป็นชาตินักรบ เมื่อชนะมอญสมัยบุเรงนอง ก็ย้ายเมืองหลวงจากตองอูมาอยู่ที่หงสาวดี เมืองหลวงของมอญ รับพุทธศาสนาเถรวาทจากมอญ กฎหมายพิธีกรรมในราชสำนัก ตัวอักษร รวมทั้งการแต่งกาย เอาไปจากมอญทั้งหมด เอาพระสังฆราชมอญไปเป็นสังฆราชของตน เมื่อเป็นเผ่าพันธุ์นักรบและรบชนะ จึงปกครองแบบทหารปกครองประชาชนมาโดยตลอด ได้รับความกดดันมาก เมื่อเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เพราะอังกฤษไม่ให้พม่าเป็นนายทหาร เป็นได้แค่พลทหารกับนายสิบ ข้าราชการพลเรือนส่วนใหญ่ก็เป็นแขกมอญและไทยใหญ่ เมื่อนายพลเน วิน ขึ้นเป็นใหญ่ จึงเล่นงานคนต่างชาติและชนเผ่าอื่น ๆ และใช้อำนาจทางทหารในการปกครอง

แต่ในโลกสมัยใหม่นี้เป็นสมัยของโลกาภิวัตน์ ในครอบครัวมอญในประเทศไทย ตายายลุงป้าแม่และน้าจำได้ว่าสอนให้เกลียดชังพม่า แต่ก็ไม่ได้มีอารมณ์คล้อยตาม เพราะเราเป็น "ลาวท่อนมอญครึ่ง" ความคิดเรื่องพม่าจึงค่อนมาทางลาวมากกว่ามอญและไทย เพราะลาวนั้นไม่มีความรู้สึกอะไรกับพม่า เหมือนกับไทย ประวัติศาสตร์ก็เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ของบรรพบุรุษ ไทยเราเป็นประเทศเพื่อนบ้าน เรื่องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนในพม่าต้องถือว่าเป็นเรื่องของประชาคมโลก หรือสหประชาชาติเขา สหประชาชาติก็มีชาติที่เป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง เราไม่ได้เป็น แต่พม่าเป็นเพื่อนบ้านเรา ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะต้องไปเจ้ากี้เจ้าการสนับสนุนใครในเรื่องภายในของเขา เราไม่ควรเข้าไปแทรกแซง นอกจากสนับสนุนให้เขาปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของเขาตามแนวทางประชาคมโลก ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เป็นแนวทางเพื่อประโยชน์ในการพัฒนา ทำให้ประชาชนของเขาได้อยู่ดีกินดี มีสุขภาพแข็งแรง มีสิทธิเสรีภาพมากขึ้นตามลำดับ และเอาใจช่วยให้เขาสามารถอยู่ร่วมกันระหว่างชนเผ่าต่าง ๆ ได้อย่างปกติสุข ปราศจากการรบราฆ่าฟันกัน ประเทศไม่แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับใคร

พม่านั้นผมเข้าใจว่า ความมั่นคงทางการเมืองเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดของชาติ เศรษฐกิจนั้นเป็นรอง ซึ่งก็น่าเห็นใจ ถ้ามองจากแว่นตาของพม่า ชนเผ่าผู้ปกครอง

เมื่อเปิดประเทศในขณะที่ประเทศไทยได้สะสมเงินออมไว้เป็นจำนวนมากในรอบ 15 ปี ประเทศไทยจึงน่าจะเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ เช่นเดียวกับที่ลาว

เมื่อคนไทยพูดถึงพม่า ลาว กัมพูชา มักจะชวนกันทำนองว่าจะไปเอาทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ของเขา ซึ่งน่าจะเป็นทัศนคติที่ผิด ความจริงแล้วเราควรจะไปเสริมส่วนที่เขาขาด คือเงินทุนและเทคโนโลยี

ขณะเดียวกันก็มีหน้าที่ต้องช่วยเขาอนุรักษ์รักษาสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ควรลงทุนพัฒนาทรัพยากรเพื่อนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ต้องเป็นประโยชน์กับเจ้าของทรัพยากรเขา ส่วนเราควรได้ค่าตอบแทนจากเงินลงทุนและเทคโนโลยีตามราคาตลาด ส่วนที่เกินราคาตลาดควรจะเป็นของเขา เพื่อเขาจะได้มีส่วนเกินไปพัฒนาประเทศ ไม่ใช่คิดแต่จะไปกอบโกยทรัพยากร ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายวัฒนธรรมอันดีงามของเขา เหมือนอย่างที่เราประสบมาตอนต้น ๆ ของการพัฒนาประเทศ

ต้องตระหนักเสมอว่า การมีเพื่อนบ้านที่ร่ำรวย ย่อมเป็นประโยชน์กับเราเองมากกว่าการมีเพื่อนบ้านที่ยากจน การมีเพื่อนบ้านที่สงบสุขย่อมดีกว่าการมีเพื่อนบ้านที่มีการรบพุ่ง ปราศจากความสงบสุข คนมอญอยู่ในเมืองไทยก็ต้องเคารพจงรักภักดีกับไทย คนมอญที่อยู่ที่พม่าก็ต้องจงรักภักดีกับพม่า คนไตที่อยู่เมืองไทยก็เป็นพลเมืองไทย คนไตอยู่พม่าก็เป็นพลเมืองของประเทศพม่า อยู่ในจีนก็เป็นพลเมืองจีน เราควรรู้ว่าเราเป็นชนเผ่าเดียวกัน แต่อยู่กันคนละประเทศเท่านั้น

การลงนามในบันทึกช่วยจำระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเมียนมาร์ที่จะพัฒนาท่าเรือน้ำลึกที่ทวาย และทำทางเชื่อมระหว่างท่าเรือทวายกับท่าเรือแหลมฉบังกับท่าเรือมาบตาพุด และต่อไปจะไปถึงกัมพูชาและเวียดนาม จะเป็นการเปลี่ยนโฉมประเทศไทย และประเทศพม่าอย่างมีนัยสำคัญ

ถ้าโครงการนี้ประสบความสำเร็จในอีก 20-30 ปีข้างหน้า การเป็นศูนย์กลางของเส้นทางการค้าระหว่างภาคตะวันออก อันได้แก่ญี่ปุ่น และจีน กับภาคตะวันตก อันได้แก่อินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป และในขณะเดียวกัน ถ้ามีทางเชื่อมมณฑลยูนนานกับมลายู สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย โดยผ่านเมืองไทย เมืองไทยก็จะเป็นศูนย์กลางของเฉลียงตะวันออกกับตะวันตก และเฉลียงฉนวนของเหนือกับใต้ เส้นทางการค้าทั้งสองแนวมาตัดกันที่ประเทศไทยพอดี

ขออย่างเดียวคนไทยเราอย่าโลภ ให้คิดถึงเจ้าของประเทศของเขาให้มาก ๆ "คนที่มีน้อย เราควรจะให้เขามาก ๆ ส่วนคนที่มีมากแล้ว จะได้น้อยหน่อย ก็ไม่ควรจะเป็นอะไร" ถ้ายึดถือทัศนคติอย่างนี้ ในที่สุด เรากับพม่าก็คงเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วยกันได้

ดีใจที่จะเห็นพม่าเข้ามาอยู่ในประชาคมโลกเสียที

ดังนั้น เมื่อความสัมพันธ์ไทย-พม่า มีแนวโน้มบวกอย่างนี้ การเข้าประเทศจีน เพื่อเชื่อมกับถนนสาย R3a ที่พาดผ่าน สิบสองปันนา (ประเทศจีน) เข้าประเทศลาว และเชื่อมกับประเทศไทย ที่ อ.เชียงของ และการเดินทางเข้าประเทศจีนผ่านถนนสาย R3b ผ่านเชียงตุง-เมืองลา ผ่าน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ก็จะสามารถเชื่อมโยงกันได้จริงในอนาคตอันใกล้

แหล่งข่าว: ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 28 ก.ค. 2555 คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร