เลขาอังค์ถัดเปรยสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจยังเชื่อมโยงการค้ายาก
Posted: Thu May 01, 2014 10:05 pm

เลขาธิการอังค์ถัดเผยแม้วางภาคเหนือให้เป็นศูนย์กลางอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง แต่โครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจไม่คืบ เนื่องจากการเชื่อมโยงทางถนนยังติดขัด เหตุไทยไม่ลงสัตยาบรรณเพราะห่วงปัญหาความมั่นคง ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการค้าและขนส่ง แนะนักลงทุนอย่าผลีผลามเข้าพม่า ชี้พ.ร.บ.ลงทุนระหว่างประเทศยังไม่ชัดเจน
ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนาหรืออังค์ถัด กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การค้า การลงทุนนานาชาติกับโอกาสของเชียงใหม่”ในการประชุมใหญ่สามัญสมาชิกหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ประจำปี 2556 โดยกล่าวว่า ในโลกนี้ระบบเศรษฐกิจที่เดินต่อไปได้มาจากเอเชีย เศรษฐกิจจีนและอินเดียถือเป็นสินค้าสาธารณะของโลก เพราะการเจริญเติบโตของสองประเทศทำให้การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกขับเคลื่อนต่อไปได้
เลขาธิการอังค์ถัด กล่าวอีกว่า ในฐานะที่มีส่วนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภาคเหนือ และเป็นผู้เริ่มต้นโครงการพัฒนาลุ่มน้ำโขงหรือ โครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ โดยต้องการให้ภาคเหนือเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจเชื่อมโยงภูมิภาคนี้เข้าด้วยกันและเพิ่งจะมีการฉลองครบ 20 ปีไปเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งสมัยก่อนไม่ค่อยจะมีใครสนใจโดยเฉพาะจีน จนกระทั่งปัจจุบันการประชุมนี้มีความสำคัญมากเป็นการประชุมระดับสุดยอดผู้นำแล้ว
อีกเรื่องหนึ่งคือช่วงที่ล่มสลายและมีการประชุมอาเซียนที่เชียงใหม่ และมีข้อตกลงเชียงใหม่อินนิเซทีฟ เป็นข้อตกลงริเริ่มแห่งเชียงใหม่ เป็นครั้งแรกของอาเซียน+จีน+เกาหลี+ญี่ปุ่นว่าการล่มสลายทางการเงินจะเกิดไม่ได้อีกและให้ธนาคารกลางเอาเงินมารวมกันและหากมีการโจมตีการเงินให้ใช้เงินสำรองที่มารวมอยู่ในกองทุนไปสู้ และเวลานี้มีชื่อไปทั้งโลก ตอนนี้ได้มีการทำงานในลักษณะพหุพาคี ปัจจุบันเงินกองทุนมีไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นกว่าล้านบาทแต่ยังไม่พอ ซึ่งโลกมองการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของอาเซียนค่อนข้างดีมาก หากเทียบกับช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เศรษฐกิจอาเซียนแข็งแกร่งมาก
ดร.ศุภชัย กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับเรื่องของค่าเงินบาท ขอเตรียมรับไว้เลยว่าภายใน 5-10 ปีข้างหน้า ค่าเงินบาทจะอยู่ที่ 25 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ถ้าไม่มีการล่มสลายหรืออุบัติเหตุเกิดขึ้นและเชื่อว่าจะไม่มี และแนวโน้มค่าเงินของเอเชียมีแต่จะแข็งขึ้น เพราะเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง เศรษฐกิจโลกยังติดลบโดยเฉพาะยุโรปที่ติดลบ 0.3% สหรัฐฯ 1.5% แต่เศรษฐกิจจีนโต 9-10% ขณะที่กรีซเศรษฐกิจไม่โตมา 5 ปี และหดตัวด้วย คนตกงานมากขึ้นและยากจนไปอีกนาน โครงการเชียงใหม่อินนิเซทีฟมีหลายประเทศนำไปใช้ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่เอาเงินมารวมกันเพื่อต่อต้านนักปั่นราคาอัตราแลกเปลี่ยนและถูกนำไปใช้เป็นแม่แบบของหลายประเทศ
“ การเปิดเศรษฐกิจของภาคเหนือ จะมีความหมายมาก นอกจากเปิดด่านค้าชายแล้วศุลกากรและการผ่านแดน กฎ ระเบียบต่างๆ ต้องง่ายในการปฏิบัติด้วย การเปิดเอฟทีเอไทย-อินเดียเป็นผลดีกับไทยมาก มูลค่าการค้า 8 พันล้านบาทและไทยเกินดุลมาก ซึ่งการเปิดเอฟทีไอไทย-อินเดียจะช่วยให้ไทยขายของได้ดี และไม่ใช่แค่สินค้าบริการเท่านั้น ซึ่งอินเดียซื้อสินค้าจากไทยมาก แต่ยังติดขัดการขนถ่ายสินค้าผ่านทางบกที่ผ่านทางพม่าเข้าอินเดียซึ่งยังมีอุปสรรคที่ด่านศุลกากรที่ยังเป็นปัญหา และทำให้การใช้เอฟทีเอน้อยกว่าปกติ และกำลังจะมีการเพิ่มการต่อรองเข้าไปในข้อตกลงซึ่งได้คุยกับดร.โอฬาร ไชยประวัติ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีแล้ว”เลขาธิการอังค์ถัด กล่าวและว่า
อินเดียเศรษฐกิจเมื่อ 10 ปีก่อนเงินรูปี 45-50 รูปีต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ปัจจุบันค่าเงินรูปีอยู่ที่ 53-55 รูปีต่อ 1 เหรียญ ซึ่งค่าเงินรูปีอ่อนลงตลอดแต่การส่งออกไม่ได้ดีขึ้น ขณะที่ไทยห่วงเรื่องการส่งออกเพราะค่าเงินบาทแข็ง ซึ่งเรื่องค่าเงินที่แข็งก็ไม่ใช่ไม่ดี แต่ค่าเงินอ่อนทุกปีหลายประเทศที่ค่าเงินอ่อนไม่ได้ทำให้การค้าขายดีขึ้น เพราะการค้าขายจะดีขึ้นราคาอยู่ที่ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบด้วย การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การศึกษาสำคัญมาก การพัฒนาเทคโนโลยี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาการลงทุน แต่อินเดียแม้จะได้รับคำชมเชยว่าเศรษฐกิจไปได้ดีแต่ก็ยังขาดดุลปีละ 5% ขณะที่ไทยขาดดุลบ้างแต่ไม่มาก
เมื่อบาทแข็งขึ้นก็มีโอกาสที่นักลงทุนไปลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะในอนาคตการค้าขายจะใช้ฐานในประเทศอย่างเดียวไม่ได้ ต้องไปลงทุนที่จีน ลาว พม่า หรือกระทั่งยุโรป โดยเฉพาะจีนซึ่งตลาดใหญ่มากประชากร 1,300 ล้านคน และอาจต้องไปลงทุนในประเทศอื่นเพื่อขยาย Global value chain ให้
สำหรับการพัฒนาลุ่มน้ำโขงหรือสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจมีการลงทุนทางกายภาพไปแล้วกว่าแสนล้านบาท โดยเฉพาะการสร้างถนนซึ่งเป็นเรื่องที่ดีแต่ปัญหาคือไม่ค่อยมีการใช้ เพราะข้อตกลงไม่เป็นที่ยอมรับ โดย 6 ประเทศได้ให้สัตยาบรรณไปแล้วยกเว้นประเทศไทย ซึ่งเป็นปัญหามานานเพราะไทยมีปัญหาละเอียดอ่อนทางด้านชายแดน เกี่ยวกับปัญหาความมั่นคง บางครั้งมาซ้อนกับปัญหาการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งบางครั้งเศรษฐกิจดีความมั่นคงจะดีเอง แต่ก็โต้เถียงกันตลอด ซึ่งเรื่องนี้ได้คุยกับรัฐบาลแล้ว
สำหรับถนน R3a ที่ทำเสร็จไปแล้ว รายงานของเอดีบีระบุว่ามีคนใช้น้อยมาก เนื่องจากระเบียบของศุลกากรไม่แน่นอน ทำให้การขนส่ง ขนาดของรถและวิธีการใช้บรรจุภัณฑ์ จึงทำให้ไม่มีแรงจูงใจให้คนมาใช้เส้นทาง ซึ่งจริงๆ เส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงกัน รวมถึงรถไฟก็มีประโยชน์หมด แต่กฎ ระเบียบก็มีส่วนสำคัญในการที่จะสนับสนุนให้เกิดการใช้ประโยชน์ด้วย
ดร.ศุภชัย บอกว่า สาเหตุที่ประเทศไทยยังไม่ได้ลงสัตยาบรรณร่วมกับประเทศอื่นๆ ในการใช้เส้นทางคมนาคมทางบกเนื่องจากติดปัญหาเรื่องความมั่นคง แต่ตนไม่เคยร่วมประชุมกับรัฐบาลไทยแต่ได้ประชุมกับคณะกรรมการเอดีบี และเห็นว่าน่าจะมีการเจรจากันในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงหรือ GMS เพื่อให้แนวทางการใช้คล้ายคลึงกัน
“อีกเรื่องที่ผมมองเห็นคือพิธีการศุลกากรของไทยควรจะมีการพัฒนา ซึ่งมองเห็นปัญหามานานแล้ว จะต้องใช้วิธีการที่ทันสมัยและใช้เทคโนโลยีมาช่วย ซึ่งทางสหประชาชาติหรือยูเอ็น เอดีบีแม้กระทั่งจีนก็สนับสนุนให้มีการพัฒนาการใช้เขตชายแดนที่จีนและยูเอ็นใช้อยู่ แม้กระทั่งกัมพูชาก็ยังนำไปใช้ แต่ไทยกับไม่ได้นำไปใช้ เพราะฉะนั้นต้องไปถามศุลกากรว่ามีปัญหาอะไร และหากมีการใช้ถนนโดยที่ยังไม่ได้ลงสัตยาบรรณก็จะทำให้เกิดความไม่แน่นอนเกิดขึ้นว่าวันหนึ่งอยากจะใช้ระเบียบใดขึ้นมาก็ได้ และประเทศอื่นจะใช้ระเบียบไหนก็ได้เพราะไทยไม่ได้ลงสัตยาบรรณด้วย ทำให้คนค้าขายลำบาก รัฐบาลจีนเองยินดีจะเปิดด่าน 24 ชั่วโมงแต่ต้องใช้ระบบเดียวกันและไม่ต้องใช้ข้อมูลมากหากเป็นคนค้าขายที่ดีอยู่แล้ว ก็จะช่วยได้มาก หากไทยไม่ลงสัตยาบรรณก็จะกระทบทั้งแถบ แต่ไทยจะเจอปัญหาหนักสุด”
การเปิดสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ที่เชียงของจะช่วยสนับสนุนในด้านการเดินทางเชื่อมโยงหากันได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในด้านการท่องเที่ยว แต่ในด้านการทำธุรกิจ การขนส่งสินค้า บรรจุภัณฑ์และขนาดของรถจะมีอุปสรรคที่ไม่ได้รับความสะดวก ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลรับทราบแล้วเพราะเป็นปัญหาที่ติดค้างมานานแล้วในเรื่องที่ไทยไม่ยอมลงสัตยาบรรณไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลนี้
การพัฒนาสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ เพราะต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และต้องการให้เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของภาคเหนือ และไม่ใช่แค่กายภาพหรือการลงทุนเพราะขณะนี้มีการเชื่อมโยงทางคมนาคมไปแล้ว สมัยก่อนที่มีการรวมกลุ่ม GMS จะวางไว้แค่ยูนนานและคุนหมิง แต่เดี๋ยวนี้มีกวางสีซึ่งเจริญมาก โดยเฉพาะหนานหนิง ทางเหนือของเวียดนามเจริญมากและจีนกับอาเซียนมีการจัดงานแสดงสินค้ามาต่อเนื่อง 10ปี และมีการประชุมผู้นำควบคู่ ถ้าเชียงใหม่ต้องการเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคนี้ น่าจะนำสินค้าของภาคเหนือไปแสดงในพาวิลเลียนที่จีนนี้ด้วย ซึ่งจะเป็นโอกาสของเชียงใหม่ในการกระจายสินค้า
“ผมเห็นรายงานของเอดีบีเกี่ยวกับรายงาน GMS Bussiness Countcil ซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ จึงอยากฝากภาคเอกชนไว้ว่าการเชื้อมโยงการค้ากับจีนสำคัญมาก เพราะจีนต้องการเชื่อมโยงกับทุกประเทศที่อยู่โดยรอบ นอกจากด้านการค้าแล้วด้านการท่องเที่ยวก็สำคัญ แต่ทั้งนี้ต้องให้ภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการที่ร่ำรวย เศรษฐกิจที่ยังยืนต้องพัฒนาและรักษาของเก่าไว้ ต้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไว้ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวแบบอีโค่ทัวร์ริซึ่ม หรือท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เนื่องจากเชียงใหม่มีความได้เปรียบในด้านสภาพภูมิอากาศ มีเอกลักษณ์วัฒนธรรม”ดร.ศุภชัย กล่าวและว่า
ในส่วนของการเตรียมพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 นี้มองว่า ทางการไทยต้องชี้แจงประชาชนได้ทราบว่ามีสินค้าอะไรที่ภาษีเป็นศูนย์และจะกระทบกับผลิตผลใดบ้าง อย่างเช่นภาคเหนือ หรือเชียงใหม่ ถ้าเป็นสินค้าเกษตรก็สู้ได้ แต่สินค้าบริการจะมีอะไรที่จะได้รับผลกระทบบ้างหากเปิดเสรีการค้าแล้ว นอกจากนี้ต้องเตรียมแผนให้วิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบมียุทธศาสตร์ปรับตัวรับ โดยเฉพาะเรื่องของแรงงานซึ่งขณะนี้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีโครงการแล้วแต่เริ่มนำร่องที่ภาคกลาง แต่ควรจะทำพร้อมกันในทุกภูมิภาค เป็นการพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพฝีมือแรงงานให้เกิดการเชื่อมโยง ประการต่อมารัฐควรพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานซึ่งรัฐบาลตั้งงบประมาณไว้ 2.2 แสนล้านบาท ก็ต้องมาพัฒนาชายแดนให้มี
การประสานจุดต่อเนื่องทางชายแดน ทางอากาศ น้ำและถนนให้ไม่มีรอยต่อหรือเกิดอุปสรรคเกิดขึ้นได้ และประการสุดท้ายในด้านศีลธรรม วัฒนธรรม ซึ่งเราควรจะเข้าใจว่าเพื่อนบ้านเป็นอย่างไร เพราะประชาคมอาเซียนต้องสื่อด้านสังคมและวัฒนธรรมให้มากขึ้นด้วย เพื่อช่วยกันรักษาประเพณี สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม โดยจัดกิจกรรมร่วมกันในเมืองที่มีวัฒนธรรมและโดดเด่นให้มากขึ้น
แหล่งข่าว: chiangmainews.co.th