เราไปด้อม ๆ มอง ๆ สิบสองปันนากันต่อค่ะ
กลับจากสวนม่านทิงแล้ว.....เราไปไหว้พระที่วัดหลวงไทลื้อต่อค่ะ

เราข้ามแม่น้ำโขงเป็นว่าเล่นค่ะ
คนที่นี่เรียกน้ำของ หรือแม่น้ำล้านซ้าง(ช้างล้านตัว)

วัดหลวงไทลื้อเหมือน ๆ วัดที่บ้านเราเลยค่ะ
มีรถรับส่งขึ้นไปไหว้พระข้างบนด้วยค่ะ
ฉันจะพาคุณไปไหว้พระก่อนนะคะ


ภาพมุมสูงจากด้านบนมองเห็นถนนพุ่งเข้ามาหาวัดตรงดิ่งเชียวค่ะ

วัดหลวงไทลื้อเป็นวัดที่สร้างขึ้นมาใหม่ด้วยเงินมหาศาล
ทุ่มทุนสร้างกว่า ๓๕๐ ล้านหยวนเชียวนะคะ
ตั้งอยู่บนภูเขาที่จะสามารถมองเห็นเมืองเชียงรุ่งได้ทั้งเมือง


ไกด์บอกฉันว่าเราจะไม่ได้ไปชมหมู่บ้านก้าหลันป้า
แต่จะพาไปชมชุมชนไทลื้อกลุ่มสุดท้ายในเมืองเชียงรุ่ง
หลังจากเราไหว้พระเรียบร้อยแล้ว




เรามาถึงชุมชนไทลื้อเย็นแล้วค่ะ
มีเวลาให้เดินชมนิดหน่อยเพราะที่นี่เหลือบ้านของคนไทลื้อ
แค่ไม่กี่หลัง.....เราไปถึงเขาเพิ่งรื้อไปเรียบร้อยอีกหนึ่งหลัง


ที่เหลือก็เริ่มเก่า แก่ ผุ พัง ไกด์บอกว่า
เมื่อที่ดินมาราคาสูงขึ้น เมืองเริ่มรุกรานชุมชนมากขึ้น
คนเลยขายที่ดินในเมือง.....ไปซื้อที่นาที่นอกเมือง
จึงเหลือบ้านอยู่ในชุมชนแห่งนี้เพียงไม่กี่หลัง

เราไปพบบ้านหลังหนึ่งกำลังทำเครื่องเงินค่ะ
เป็นชายหนุ่มทำเครื่องเงินด้วยตนเองเพื่อนำไปเป็นสินสอด



และมีบ้านที่กำลังสร้างอีกหนึ่งหลัง
ดูแล้วเหมือนการสร้างบ้านแถวภาคใต้ของเราเลยค่ะ
ใช้เสาวางบนตอม่อ.....มีการบาก เจาะไม้เพื่อวางคาน


ส่วนบ้านเก่า ๆ ยังพอเหลือให้ชมประมาณสอง สามหลัง
คล้าย ๆ บ้านของคนเหนือเลยค่ะทีนี้






กระเบื้องดินขอ.....และบันไดไม้ค่ะ

พอออกมาขึ้นรถ....ฉันก็เห็นร้านขายสมุนไพร
ที่เขาพาเรามาแช่เท้า.....ที่ฉันไม่ได้พูดถึง
เพราะเมื่อเราเข้าไปนั่งในร้านเขาให้เด็ก ๆ หิ้วถังน้ำแช่ยาสมุนไพร
ฟรี ค่ะ ฟรี แช่เรียบร้อยก็มีการนวด
ระหว่างการนวดก็มีการจับโน่นจับนี่แล้วทำท่าตกใจ
บอกว่าฉันมีอาการของคนเริ่มป่วย
ต้องซื้อยาสมุนไพร.....รวมแล้วหกพันกว่าบาท
พอเราปฏิเสธ.....เขาก็เสนอตัวยาที่ถูกรองลงมา
เมื่อฉันปฏิเสธแข็งขัน.....เด็กที่นวดเท้าอยู่ก็ยกมือไหว้
ขอร้องให้ช่วยซื้อ.....ไม่งั้นเขาจะไม่ได้เงินค่าจ้าง
ดังนั้นหากใครเจอโปรแกรมนี้.....อิ อิ ตัวใครตัวเผือกนะคะ
ฉันบอกคุณแล้ว......

ไปต่อค่ะ.....เราจะไปกินอาหารเย็นกันที่ร้านอาหาร
เราผ่านลานนี้ไกด์บอกว่า
วันสงกรานต์ประชาชนจะออกมาเล่นน้ำที่นี่เยอะเลยค่ะ
ไปถึงฉันก็งง งง อ้าว......มีงานแต่งงาน

ทำเอาคณะมองหน้ากันเลิกลัก เลิกลัก ไกด์บอกเข้าไปเลยค่ะ
งานแต่งก็แต่งไป ทัวร์ก็กินไป ชมพิธีฉลองแต่งงานแบบไทลื้อไป
โห.....โชคดีจังค่ะ

ที่นี่พิธีกรงานแต่งเป็นผู้หญิงค่ะ.....
กำกับพิธีการด้วย ร้องเพลงด้วย.....
แถวบ้านฉันถ้าเจอแบบนี้เรียก.....สามอย่างบาท
หมายถึงใช้จนคุ้ม ทำได้หลายอย่างค่ะ




มีการแสดงหลายชุดเลย
เราเลือกเก้าอี้ติดเวที......นักแสดงสาว สวย ทั้งนั้นเลยค่ะ


เรารับประทานอาหารไทลื้อกันนะคะ
มีอะไรบ้างเอ่ย.......อืมมมมมมม
มีข้าวเหนียวค่ะ ขนมจีนน้ำเงี้ยว.....ลาบอิสาน......
ไก่ย่างจิ้มพริกข่า แตงกวาเหมือนตำแตงบ้านเราเผ็ด เปรี้ยว
น้ำพริกอ่อง น้ำพริกหนุ่ม ผักนึ่ง
ไข่เจียว ปลาปิ้งสมุนไพร แคบหมู แกงผักกาด
แกงหน่อไม้ดองใส่สามชั้นกับข้าว ๑๑ อย่างค่ะ
ของหวานเป็นขนมเหมือนแป้งกวนกับน้ำอ้อยใส่มะพร้าว
ห่อแบน ๆ เหมือนขนมเกลือแถวบ้าน แล้วเอาไปนึ่ง
กับข้าวเหนียวเปียกที่ใส่มาในสับปะรถ
ที่คว้านเอาเนื้อไปผสมในข้าวเหนียวแล้ว
อร่อยดีทีเดียวค่ะ.....หมดเกลี้ยงเลย

เลี้ยงเบียร์ด้วยนะคะเย็นนี้......พอรู้สึกว่าจะไม่พอ
ก็ไปหาซื้อเพิ่มกันเอาเองตามพอใจค่ะ

ชมการแสดงอันน่าตื่นตาตื่นใจไปด้วยเลย
ที่นี่เขาให้เจ้าบ่าวให้เจ้าสาวขี่หลังค่ะ
แต่เจ้าบ่าววันนี้ตัวเล็ก แล้วเจ้าสาวก็ตัวโตไปหน่อย
แบกไม่ไหวค่ะ.....แขกก็เฮฮากันไป.....เราก็พลอยได้เฮไปกับเขาด้วย

การแสดงชุดสุดท้ายทำเอาฉันอมยิ้ม
ชุด.....รำกลองยาว......ของคุณชินกร ไกรลาสค่ะ......ดังมาถึงนี่เลย
ที่นี่ถูกกลืนชาติไปจนเกลี้ยง.....หนุ่มสาวรุ่นใหม่ ๆ พูดกันด้วยภาษาจีนกลาง
โรงเรียนก็ไม่ให้สอนอักษรไทลื้อ
ศิลปะการแสดงต่าง ๆ เขาจึงยึดเอาประเทศไทยเป็นต้นแบบค่ะ

กินข้าวแล้วเราไปชมการแสดงที่โรงละครพาราณาสีต่อนะคะ
เราเข้าไปชมการแสดงข้างในค่ะ








เปิดด้วยการแสดงชุดการแพร่ขยายของพุทธศาสนาสู่สิบสองปันนาค่ะ
และการแสดงต่าง ๆ ถูกผสมเข้ากับกายกรรมแบบจีนเป็นส่วนใหญ่
แต่ก็อลังการ และสวยงามมากค่ะ
ฉันปล้ำแทบแย่แน่ะค่ะ....กว่าจะถ่ายภาพแสงน้อย
มาอวดเพื่อน ๆ ได้.....เพราะห้ามใช้แฟลชค่ะ
ชมการแสดงแล้วเรากลับเข้าที่พัก
เตรียมของเพื่อเดินทางกลับกันค่ะ
เช้าเลยเจ็ดโมงเช้าหมอกลงหนามากค่ะ


เรากลับเส้นทางเดิมทิวทัศน์สองข้างทางสวยงามมาก
วันที่มาเรามาถึงตอนมืดเลยไม่เห็นสองข้างทาง

(นี่ป้ายที่เมืองจีนนะคะ.....ดูเอาเถิดว่าคนไทยไปเที่ยวมากขนาดไหน)
แล้วเราก็เดินทางถึงเชียงของโดยสวัสดิภาพ


การเยือนถิ่นยูงทองสิบสองปันนาของเรานี้จึงเป็นไปอย่าง
มีความสุข.....ตามอัตภาพของเรา.....เช่นนี้แล......สวัสสดีค่ะ
(ที่สิบสองปันนาเขาใช้คำว่า สะ-หวัด-สะ-ดี เป็นการทักทายกันค่ะ)
ที่มา: OKNation Blog โดย จิตราภรณ์