Page 1 of 1

เชียงราย ได้งบ 1.1 หมื่นล้านบาทจากเวที BIMSTEC:GMS

Posted: Fri Jul 17, 2009 6:49 am
by Sam
รัฐบาลหนุนค้าตรงกับหยุนหนันผ่าน "คุน-มั่ง กงลู่ และแม่น้ำโขง" เต็มที่ เผยเฉพาะเชียงราย ได้งบไทยเข้มแข็งถึง 1.1 หมื่นล้านบาท

วานนี้(16 ก.ค.52) นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาเวทีสาธารณะ เรื่อง “BIMSTEC:GMS” ชุมทางเศรษฐกิจอินเดีย–จีน โอกาสใหม่ทางการค้า การลงทุนของภาคเหนือ ณ โรงแรมดุสิตไอแลนด์รีสอร์ท เชียงราย จัดขึ้นโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศและคณะกรรมการเพื่อโครงการสี่เหลี่ยม เศรษฐกิจหอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ โดยมีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมรับฟัง

นายอลงกรณ์ กล่าวว่าที่ผ่านมาเกษตรกรภาคเหนือประสบปัญหาหนักหลังมีการใช้ข้อตกลง FTA ผักและผลไม้ไทย-จีน ซึ่งมาจากข้อตกลงระดับทวิภาคี แต่ข้อตกลงดังกล่าวอยู่ภายใต้พหุพาคีขององค์การการค้าโลกหรือ WTO ที่จะมีการประชุมในปี 2553 จะช่วยผ่อนคลายผลกระทบดังกล่าว หลังมีปัญหาจากข้อตกลงระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกา แต่หากว่า WTO ไม่สามารถทำให้ผ่อนคลายได้ก็จะกลายเป็นองค์กรที่ไม่มีบทบาทมากตามที่คาดหวังไว้ จะทำให้ในอนาคตจะมีการหันไปประชุมแบบทวิภาคีกันมากขึ้น รัฐบาลพยายามแก้ไขผลกระทบจาก FTA ไทย-จีน โดยพยายามชดเชยด้วยการเปิดตลาดการค้าใหม่กับจีนโดยส่งเสริมการค้าตรงระหว่าง จังหวัดต่างๆ กับหลายมณฑล มีการเปิดตลาดการค้าใหม่ในมณฑลทางใต้ของจีนหลายจุดเพื่อระบายสินค้าไทย

สำหรับเชียงราย เป็นเมืองหน้าด่านของไทยในการไปสู่มณฑลหยุนหนัน ผ่าน สปป.ลาว ด้วยถนน R3A และ R3B ผ่านพม่า ระยะทางประมาณ 240 กิโลเมตร รวมทั้งทางเรือในแม่น้ำโขง ซึ่งถือเป็นประตูของกลุ่มอาเซียน และ GMS รวมทั้ง BIMSTEC ไปพร้อมๆ กัน ขณะนี้มูลค่าการค้าชายแดน มีประมาณ 9 แสนล้านบาทต่อปี ในส่วนของเชียงราย จะมีโครงการไทยเข้มแข็งลงสู่พื้นที่โดยจัดสรรให้ปีละประมาณ 3,800 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีโครงการอื่นอีก เช่น โครงการสร้างถนนจากอำเภอต่างๆ ไปสู่ อ.เชียงของ เพื่อเชื่อมกับสะพานแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ไทย-สปป.ลาว-R3A ปัจจุบันอนุมัติงบประมาณแล้ว

ส่วนสะพานข้ามแม่น้ำโขง ก็อนุมัติงบประมาณแล้ว เช่นเดียวกับท่าเรือในแม่น้ำโขงแห่งใหม่ที่หมู่บ้านสบกก ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน นอกจากนี้ใน GMS มีโครงการร่วมกันมากถึง 19 โครงการอยู่ระหว่างดำเนินการ 3 โครงการ

ส่วนในปี 2555 ข้อตกลงของกลุ่ม GMS จะหมดลงดังนั้นจึงจะต้องจัดทำแผนระยะ10 ปีต่อไปอีกนอกจากกลุ่ม GMS จะแสวงหาความร่วมมือในการพัฒนาเส้นทางคมนาคมแล้ว ยังต้องพูดถึงเรื่องการพัฒนาการตลาด การเงินการธนาคาร ธุรกิจขนาดกลางและย่อมหรือ SME ฯลฯ โดยในส่วนของประเทศไทยก็มุ่งให้ความสำคัญกับระดับท้องถิ่นและจังหวัดที่เป็น จุดยุทธศาสตร์สำคัญด้วย

แหล่งข่าว สวท.เชียงราย เก็บต่อมาจาก http://www.chiangraifocus.com

Re: เชียงราย ได้งบ 1.1 หมื่นล้านบาทจากเวที BIMSTEC:GMS

Posted: Fri Jul 17, 2009 7:16 am
by Sam
มาศึกษาข้อมูลกันนิดนึงว่า BIMSTEC:GMS คืออะไร
การรวมกลุ่มระหว่างประเทศ กรณีกลุ่ม BIMSTEC - GMS และ สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ
Image
อาคม สุวรรณกันธา/วิชาการวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน

“การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ” (Economic Integration) ชัดเจนมากขึ้น ในยุคหลังสงครามเย็นสิ้นสุดลง (Post Cold War) ประมาณปลายทศวรรษ 1980 ซึ่งโฉมหน้าของโลกได้เปลี่ยนแปลงจากความขัดแย้งทางอุดมการณ์การเมือง ระหว่างเสรีประชาธิปไตย และคอมมิวนิสต์ ไปสู่ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจในรูปแบบสงครามการค้า ปรากฎการณ์ที่ตามมาคือมีการสถาปนากลุ่มทางเศรษฐกิจและการค้าเพิ่มเติมขึ้น เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของภูมิภาคต่าง ๆ ที่มีเหตุผลที่แตกต่างกัน ซึ่งประมวลได้ดังนี้

ประการแรก เกิดจากความเชื่อทางทฤษฎีว่าการค้าเสรีระหว่างประเทศ จะทำให้เกิดประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ ทั้งในด้านการผลิต การใช้ทรัพยากรการผลิต และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งในด้านการผลิต การใช้ทรัพยากรการผลิต และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่การค้าเสรีระหว่างประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเป็นสิ่งที่ห่างไกลความเป็นจริง จึงคิดกันว่าการค้าเสรีภายในกลุ่มประเทศที่มารวมตัวทางเศรษฐกิจ ก็เป็นการสร้าง “ฝันที่เป็นจริง” ในภูมิภาคบางส่วนของโลก

ประการที่สอง ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา บางประเทศได้ใช้มาตรการกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศสหรัฐอเมริกาได้พยายามโหมเผยแพร่แนวคิดเสรีนิยมในการค้าระหว่างประเทศ ให้กับประเทศกำลังพัฒนา แต่ในทางปฏิบัติสหรัฐอเมริกากลับทำตรงกันข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกฎหมายฝ่ายเดียวเพื่อกีดกันสินค้าของประเทศที่สหรัฐ อเมริกามีความเสียเปรียบเชิงสัมพันธ์ คือ สหรัฐอเมริกาผลิตสู้ไม่ได้ มาตรการกีดกันมีหลายแบบ อาทิ การกำหนดโควต้านำเข้า การกำหนดมาตรฐานสุขอนามัยในระดับสูง การเก็บภาษีระดับสูงโดยอ้างว่าเป็นการต่อต้านการทุ่มตลาด หรือตอบโต้การอุดหนุน เพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาการตลาดของประเทศที่กีดกันทางการค้า ประเทศคู่ค้าจึงหันมารวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเพื่อพึ่งพาภายในกลุ่มกันมากขึ้น

ประการที่สาม การเจรจาการค้ารอบอุรุกวัยของ GATT ดำเนินไปอย่างเชื่องช้ามาก กว่าจะมีข้อยุติและปิดการเจรจาได้ ใช้เวลานานร่วม 8 ปี ( ค.ศ.1986 – 1993) ใน ระหว่างนั้นจึงเกิดความคิดว่าการเจรจาภายในกลุ่มประเทศไม่กี่ประเทศ ดำเนินการได้รวดเร็วกว่า และเห็นประโยชน์ชัดเจนกว่า ทำให้แนวคิดการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ผลพลอยได้จากการรวมกลุ่ม คือการเพิ่มอำนาจการต่อรองในการเจรจากับกลุ่มประเทศอื่น ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาพยายามรวมกลุ่มกัน แต่ประเทศอุตสาหกรรมก็พยายามแยกสลายความสามัคคีแก่ประเทศกำลังพัฒนา


ประเภทของการรวมกลุ่มทางการค้าและเศรษฐกิจ หากแบ่งตามที่ตั้งอาจแบ่งได้เป็น

1.) ความตกลงทางการค้าในภูมิภาค (Regional Trade Agreement – RTA) ที่สมาชิกเป็นประเทศตั้งอยู่ในภูมิภาคในทางภูมิศาสตร์เดียวกัน

2.) ความตกลงทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค (Subregional Economic Zone) ที่เป็นความร่วมมือหรือความตกลงที่อาจมิใช่ระดับประเทศ แต่เป็นเขตที่มีอาณาเขตติดกัน โดยเน้นในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานการให้ความสะดวกทางศุลกากรและการขนส่งที่ ทำให้การค้าและการเคลื่อนย้ายทรัพยากรระหว่างกันสะดวกขึ้น ซึ่งโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจจัดอยู่ในกลุ่มนี้กลาย ๆ

การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระดับต่าง ๆ

การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจแบ่งออกเป็นหลายระดับ ตั้งแต่ระดับขั้นต้อนไปจนถึงระดับขั้นสูง ดังนี้

1. การให้สิทธิพิเศษทางการค้า (Preferential Trade Arrangement) เป็น การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเบื้องต้น มีการใช้ภาษีศุลกากรในหมู่ประเทศสมาชฃิกในอัตราต่ำกว่าที่ใช้กับประเทศ นอกกลุ่ม แต่ภายในกลุ่มยังไม่ได้ใช้ภาษีศุลกากรอัตราเดียวกัน โดยมากเกิดจากประเทศที่เคยเป็นเจ้าอาณานิจม ภายหลังยังคงรักษาสายสัมพันธ์กับอดีตอาณานิคมของตนอ้วยการให้สิทธิพิเศษทาง การค้า ตัวอย่างได้แก่ ประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ (British Common Wealth)

2. เขตการค้าเสรี (Free Trade Area) เป็น การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่ก้าวหน้ากว่าการให้สิทธิพิเศษทางการค้า มีการใช้ภาษีศุลกากรในหมู่ประเทศสมาชิกในอัตราต่ำกว่าที่ใช้กับประเทศ นอกกลุ่ม และภายในกลุ่มมีการใช้ภาษีศุลกากรอัตราเดียวกันในสินค้ารายการเดียวกัน ปัจจุบันมีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจแบบนี้มากมายหลายกลุ่ม อาทิ เขตอการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area, AFTA) เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement,NAFTA) เขตการค้าเสรีละตินอเมริกา (Latin American Free Trade Association,LAFTA) ฯลฯ อนึ่ง หลายกลุ่มใช้ชื่อเรียกที่เป็นขั้นตอนการรวมกลุ่มที่ก้าวหน้ามากเหมือนเป็น การตั้งเป้าหมายหรือความหวังที่จะไปให้ถึง แต่ทว่าในความเป็นจริงเป็นการรวมกลุ่มขั้นเบื้องต้นเท่านั้น ชื่อของกลุ่มอาจทำให้เข้าใจผิด

3. ตลาดร่วม (Common Market) เป็น การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่ก้าวหน้ามากกว่าสหภาพภาษีศุลกากรนอกจากครอบคลุม ลักษณะสหภาพภาษีศุลกากรแล้ว ยังมีการปล่อยเสรีให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงาน เงินทุน และการประกอบการ ระหว่างประเทศสมาชิกภายในกลุ่ม ตัวอย่างตลาดร่วมได้แก่ ประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Community) หรือ ตลาดร่วมยุโรป (European Common Market) ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาเป็นสหภาพเศรษฐกิจแล้ว

4. สหภาพเศรษฐกิจ (Economic Union) เป็น การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าสมบูรณ์ที่สุด นอกจากครอบคลุมลักษณะของตลาดร่วมแล้ว ยังมีการใช้สถาบันทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ร่วมกันหรือแบบเดียวกัน อาทิ การใช้เงินตราอย่างเดียวกัน โดยมีการสร้างเงินตราชนิดใหม่ขึ้นมาใช้ร่วมกัน การกำหนดนโยบายการเงินและการคลังชุดเดียวกัน สำหรับการเจรจาทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ ก็มอบหมายให้องค์กรร่วมที่จัดตั้งขึ้นทำหน้าที่ต่าง ๆ ในนามของประเทศภาคีทั้งหมด อย่างเช่นเป็นผู้แทนในการทำหน้าที่ทั้งหมดเกี่ยวกับ WTO ตัวอย่างสหภาพเศรษฐกิจได้แก่สหภาพยุโรป

5. ขั้นสุดท้ายอันเป็นสุดยอดของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวมเป็นชาติเดียวกัน ซึ่งรัฐบาลของแต่ละประเทศไม่สามารถกำหนดนโยบายตนเอง แต่สหภาพจะเป็นผู้กำหนดให้ประเทศสมาชิกดำเนินการ หรือเรียกว่าเป็น “สหภาพเหนือชาติ“ (Supernational Union)

นอก จากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจและความตกลงทางการค้าจะเป็นลักษณะที่มีสมาชิกหลาย ประเทศ ยังมีความตกลงทางการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศที่เรียก ว่าทวิภาคี (Bilateral) คือประเทศคู่ค้าจะเจรจาทำความตกลงกัน โดยวัตถุประสงค์สำคัญคือการที่ทำให้การค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศนี้เพิ่ม ขึ้น ความร่วมมือทางเศรษฐกิจลึกขึ้น มีการให้สิทธิพิเศษทางการของประเทศคู่ค้าสูงกว่าประเทศอื่น เช่น ญี่ปุ่นลงนามในความตกลงทวิภาคีกับสิงคโปร์ และกำลังเจรจากับหลายประเทศ เช่น เกาหลี และไทย สิงคโปร์ นอกจากจะลงนามกับญี่ปุ่นแล้ว ยังลงนามความตกลงทวิภาคีเป็นเขตการค้าเสรีกับนิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา รวมถึงเจรจากับชิลีในเอเซียใต้ เช่นเดียวกับอินเดียก็มีการลงนามเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน เช่นภูฐาน เนปาล ศรีลังกา และศรีลังกาเองก็มีการเจรจากับปากีสถาน

อย่างไรก็ดี “ระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่” ที่ เกิดขึ้นหลังสงครามเย็น ทำให้มีการขยายตัวของการรวมกลุ่มในทางเศรษฐกิจมากขึ้น คือการขยายเป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจตามภูมิภาคต่าง ๆ (Regionalization) และ "ความร่วมมืออนุภูมิภาค" (Subregional Cooperation) อันได้แก่ เหลี่ยมเศรษฐกิจต่างๆ ที่มีอยู่ในภูมิภาคต่างๆ เช่น หกเหลี่ยมเศรษฐกิจ หรือความร่วมมือของกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion : GMS), สามเหลี่ยมเศรษฐกิจทางตอนใต้ของไทยที่เชื่อมโยงกับทางตอนเหนือของมาเลเซีย และอินโดนีเซีย (IMT-GT), BIMST-EC (Bangladesh – India – Myanmar – Sri Lanka – Thailand – Economic Cooperation) และ สามเหลี่ยมเศรษฐกิจที่เชื่อม โยงระหว่างสิงคโปร์ มาเลเซียและอินโดนีเซีย รวมถึงโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ ไทย พม่า ลาว และจีนตอนใต้ (Economic Quadrangle) mujจะได้กล่าวในรายละเอียดการหลัง

การเจรจาความตกลงระดับภูมิภาคของประเทศไทย1

ประเทศ ไทยได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำความตกลงทางการค้าทั้งในระดับพหุภาคี (เข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก) ภูมิภาค และทวิภาคีมาเป็นระยะเวลานานพอสมควร ในส่วนของการทำความตกลงระดับภูมิภาคได้มีการขยายขอบเขตมากขึ้นในปัจุบันทั้ง ในด้านจำนวนสมาชิกในกลุ่ม ความลึกของการทำความตกลงภายในกลุ่ม และการทำความตกลงระหว่างกลุ่มกับประเทศใดประเทศหนึ่ง การรวมกลุ่มทางภูมิภาคที่สำคัญของประเทศไทยทั้งที่เกิดขึ้นแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการได้แก่

กลุ่มการรวมกลุ่มในเอเซียตะวันออก

· เขตการค้าเสรี ASEAN (ASEAN Free Trade Area : AFTA)

· เขตการค้าเสรี ASEAN – จีน – ญี่ปุ่น – เกาหลีใต้ (ASEAN Plus Three Free Trade Area: ASEAN +3)

· เขตการค้าเสรี ASEAN – จีน (ASEAN – China Free Trade Area: ASEAN + China)

· เขตการค้าเสรี ASEAN – ญี่ปุ่น (ASEAN – Japan Free Trade Area: ASEAN + Japan)

· เขตการค้าเสรี ASEAN – เกาหลีใต้ (ASEAN – Korea Free Trade Area: ASEAN + Korea)

การเจรจาข้ามทวีป

· ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเซีย – แปซิฟิค (Asia – Pacific Economic Cooperation : APEC)

· ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ASEAN – ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (ASEAN – Australia and New Zealand Free Trade Area : AFTA – CER)

· การประชุมเอเซีย – ยุโรป (Asia –Europe Metting :ASEM)

การเจรจากับประเทศเอเซียใต้

· ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ BIMST – EC (Bangladesh – India – Myanmar – Sri Lanka – Thailand Economic Cooperation : BIMST –EC)

· โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ กัมพูชา – พม่า – ลาว – เวียดนาม – ไทย (Greater Mekong Sub – Regional Economic Cooperation :GMS – EC)

· โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ประเทศไทย หรือสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ (Indonesia – Malaysia – Thailand Growth Triangle : IMT - GT)

7.2 BIMSTEC

BIMSTEC หรือ ความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation) เป็นกรอบความร่วมมือระหว่าง 7 ประเทศ ในภูมิภาคอ่าวเบงกอล ได้แก่ บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย พม่า เนปาล ศรีลังกา และไทย โดยประเทศสมาชิกจะต้องมีภูมิประเทศติดอ่าวเบงกอล หรือพึ่งพิงอ่าวเบงกอลเป็นหลัก

BIMSTEC เริ่มก่อตั้งขึ้นครั้งแรกจากสมาชิก 4 ประเทศ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2540 ภายใต้ชื่อ BIST-EC (Bangladesh-India-Sri Lanka-Thailand Economic Cooperation) ภายใต้การริเริ่มและผลักดันของไทย และเปลี่ยนชื่อเป็น BIMST-EC (Bangladesh-India-Myanmar-Sri Lanka-Thailand Economic Cooperation) เมื่อพม่าเข้าร่วมเป็นสมาชิกเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2540 ต่อมาในเดือนธันวาคม 2546 เนปาลและภูฏานได้เข้าร่วมประชุมในฐานะสมาชิกใหม่

หลังจากการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ BIMSTEC ครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2548 ณ กรุงธากา สาขาความร่วมมือใน BIMSTEC เพิ่ม ขึ้นจากเดิม 6 สาขาเป็น 13 สาขา ได้แก่ 1) การค้าและการลงทุน (ซึ่งอาจแยกออกเป็นอีก 3 สาขาได้แก่ การค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน) 2) การท่องเที่ยว 3) การสื่อสารและคมนาคม 4) พลังงาน 5) เทคโนโลยี 6) ประมง 7) เกษตร 8) การต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ 9) ปฏิสัมพันธ์ในระดับประชาชน 10) สาธารณสุข 11) วัฒนธรรม 12) การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ 13) การลดความยากจน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีมติให้ขยายระยะเวลาดำเนินการของศูนย์ BIMSTEC ที่ มีกำหนดจะครบวาระในกลางปี 2549 ออกไปจนกว่าจะมีการจัดตั้งสำนักเลขาธิการขึ้น นอกจากนี้ ยังจะมีการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อพิจารณาเรื่องการจัดตั้งสำนักเลขาธิการ ตลอดจนกฎบัตรของ BIMSTEC เพื่อให้ที่ประชุมผู้นำครั้งที่ 2 ที่อินเดียจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในต้นปี 2550 พิจารณาต่อไปด้วย

ความสำคัญของ BIMSTEC

กลุ่ม BIMSTEC ถือได้ว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพ โดยมีประชากรรวมถึง 1,300 ล้านคน แต่ปัจจุบันยังมีการค้า การลงทุน และการเดินทางติดต่อระหว่างกันค่อนข้างน้อย ทำให้ยังมีโอกาสและลู่ทางในการที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันได้อีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการค้าการลงทุนนั้น ประเทศสมาชิกได้ลงนามในกรอบความตกลงเขตการค้าเสรี BIMSTEC แล้ว และทุกประเทศได้เสร็จสิ้นกระบวนการภายในประเทศสำหรับการให้สัตยาบันแล้วเช่นกัน ทั้งนี้ การประชุมคณะกรรมการเจรจาการค้า (TNC) กำลัง ดำเนินอยู่ โดยมีเป้าหมายเร่งรัดเจรจาด้านตัวสินค้าก่อนเป็นลำดับแรกให้เสร็จสิ้นเพื่อ เริ่มลดภาษีได้ในกลางปี 2549 และได้เริ่มการเจรจาเรื่องการลงทุน และการค้าบริการแล้ว

สำหรับประเทศไทยแล้ว BIMSTEC จะช่วยประสานนโยบาย Look West ของไทย เข้ากับนโยบาย Look East ของอินเดีย และช่วยเน้นจุดยืนนโยบายต่างประเทศแบบ Forward Engagement ของรัฐบาลปัจจุบันที่มุ่งเน้นกระชับความสัมพันธ์กับประเทศพันธมิตรเดิม และบุกเบิกความสัมพันธ์กับพันธมิตรใหม่ๆ นอกจากนี้ ความร่วมมือที่ประสานจุดแข็งของแต่ละประเทศเข้าด้วยกันใน BIMSTEC ก็เป็นการส่งเสริมความริเริ่มของไทยที่นำมาใช้ได้ผลเป็นที่ยอมรับในหลายเวที ทั้ง ACD และ ACMECS ซึ่งความสำเร็จในเวทีนี้ ก็จะเป็นตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนา (south-south cooperation) ที่จะทำให้ไทยมีบทบาทสร้างสรรค์ในเวทีระหว่างประเทศต่อไป

7.3 GMS

โครงการ GMS เป็นความร่วมมือของ 6 ประเทศ คือ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน (ยูนนาน) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 โดยมีธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB: Asian Development Bank) เป็นผู้ให้การสนับสนุนหลัก กลุ่มประเทศ GMS มีพื้นที่รวมกันประมาณ 2 ล้าน 3 แสน ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ พื้นที่ของยุโรปตะวันตก มีประชากรรวมกันประมาณ 250 ล้าน คน และอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นจุดศูนย์กลางในการเชื่อมโยงติดต่อระหว่างภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โครงการ GMS มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวทางการค้า การลงทุนอุตสาหกรรม การเกษตร และบริการ สนับ สนุนการจ้างงานและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ให้ดีขึ้น ส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือทางเทคโนโลยีและการศึกษาระหว่างกัน ตลอดจนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ส่งเสริมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมและเพิ่มขีดความสามารถรวมทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจในเวทีการค้าโลก

ระหว่าง 4-5 กรกฎาคม 2548 จีนได้เป็นเจ้าภาพการประชุม GMS Summit ครั้งที่ 2 ณ นครคุนหมิง โดยผู้นำได้ออกแถลงการณ์ร่วมคุนหมิง (Kunming Declaration) ซึ่ง มีเป้าหมายคือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความปรองดองและความมั่งคั่งของอนุภูมิภาค รวมถึงความพยายามในการลดปัญหาความยากจนและ ส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยสนับสนุนให้มีการติดต่อและการแข่งขัน ระหว่างกัน นอกจากนั้น ผู้นำประเทศ GMS ได้แสดงเจตนารมณ์ให้มีการลงนามในภาคผนวกและพิธีสารแนบท้ายของความตกลงขนส่งข้ามพรมแดน (GMS Cross-Border Transport Agreement)ให้เสร็จครบถ้วนภายในปี 2548 และ เห็นชอบกับความริเริ่มในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพโดยให้การคุ้มครอง ระบบนิเวศของพื้นที่ป่าไม้และต้นน้ำในอนุภูมิภาค ภายใต้โครงการ GMS Bio-diversity Corridor ทั้ง นี้ได้มีการลงนามข้อตกลงในเรื่องการขนส่ง การค้าพลังงาน การควบคุมโรคติดต่อในสัตว์ และ การสื่อสารโทรคมนาคม และลาวรับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม GMS Summit ครั้งที่ 3 ในปี 2551

สาขาความร่วมมือของ GMS มี 9 สาขา ได้แก่ คมนาคมขนส่ง โทรคมนาคม พลังงาน การค้า การลงทุน เกษตร สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

แผนงานลำดับความสำคัญสูง (Flagship Programs) จำนวน 11 แผนงาน ได้แก่

1) แผนงานพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor)

2) แผนงานพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor)

3) แผนงานพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor)

4) แผนงานพัฒนาเครือข่ายโทรคมนาคม (Telecommunications Backbone)

5) แผนงานซื้อ-ขายไฟฟ้าและการเชื่อมโยงเครือข่ายสายส่งไฟฟ้า (Regional Power Interconnection and Trading Arrangements)

6) แผนงานการอำนวยความสะดวกการค้าและการลงทุนข้ามพรมแดน (Facilitating Cross-Border Trade and Investment)

7) แผนงานเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน (Enhancing Private Sector Participation and Competitiveness)

8) แผนงานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และทักษะความชำนาญ (Developing Human Resources and Skills Competencies)

9) กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาสิ่งแวดล้อม (Strategic Environment Framework)

10) แผนงานการป้องกันน้ำท่วมและการจัดการทรัพยากรน้ำ (Flood Control and Water Resource Management)

11) แผนงานการพัฒนาการท่องเที่ยว (GMS Tourism Development)

กลไกการทำงานของ GMS

แบ่งเป็นการดำเนินการ 4 ระดับ ได้แก่

การประชุมระดับคณะทำงาน ของแต่ละสาขาความร่วมมือเพื่อประสานงานความคืบหน้าของกิจกรรมต่าง ๆ

การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ซึ่งจัดปีละ 1-2 ครั้ง

การประชุมระดับรัฐมนตรี ซึ่งจัดปีละ 1 ครั้ง

การประชุมระดับผู้นำ ซึ่งจัดทุก 3 ปี โดยกัมพูชาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับผู้นำ GMS ครั้งที่ 1 เมื่อปี 2545 และจีนจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับผู้นำ GMS ครั้งที่ 2 ในปี 2548

ความคืบหน้าการดำเนินงาน GMS ที่สำคัญ

1. การพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor) – เชื่อมโยงไทย-พม่า/ลาว-จีน
1.1 เส้นทางสาย แม่สาย–เชียงตุง-เชียงรุ่ง-คุนหมิง ไทยช่วยสร้างสะพานมิตรภาพ ข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 2 แบบ ให้เปล่าด้วยวงเงิน 38 ล้านบาท และได้มีการเปิดใช้สะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 2 และเส้นทางแม่สาย–เชียงตุง- เชียงรุ่งในเดือน กรกฎาคม 2547

1.2 เส้นทางสาย เชียงของ–หลวงน้ำทา-เชียงรุ่ง-คุนหมิง ไทย จีน และ ADB ให้ความช่วยเหลือการก่อสร้างเส้นทางในส่วนของ สสป. ลาวฝ่ายละ 1 ใน 3 ของค่าก่อสร้าง โดยไทยให้ความช่วยเหลือแบบเงินกู้ผ่อนปรนด้วยวง
เงิน 1,385 ล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จในปี 2548 อนึ่งรัฐบาลไทยได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะช่วยสร้าง
สะพานข้ามแม่น้ำโขงที่เชียงของ-ห้วยทราย โดยจะรับผิดชอบค่าก่อสร้างครึ่งหนึ่ง และ ADB ก็แสดงความสนใจที่
จะให้เงินกู้แก่ฝ่ายลาวส่วนหนึ่งด้วย
1.3 เส้นทางสาย ห้วยโก๋น–ปากแบ่ง โครงการปรับปรุงเส้นทางจากห้วยโก๋น (จ. น่าน)-เมืองเงิน (แขวงไชยบุรี)–ปากแบ่ง (แขวงอุดมไชย) ระยะทาง 49.22 กม. ซึ่งไทยจะให้ความช่วยเหลือด้วยวงเงิน 840 ล้านบาท โดยเป็นเงินกู้ผ่อนปรน (ร้อยละ 70) และเงินให้เปล่า (ร้อยละ 30) คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จในปี 2549 โดยเส้นทางนี้จะสามารถเชื่อมต่อจาก จ. น่าน ไปยังประเทศจีน (ผ่านทางไชยบุรี-บ่อเต้น) และเชื่อมต่อไปยังหลวงพระบาง

2. การพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) – เชื่อมโยงพม่า-ไทย-ลาว-เวียดนาม
2.1 ฝั่งตะวันออก: มุกดาหาร-สะหวันนะเขต-ดองฮา-เว้-ดานัง

- สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 ไทยและลาวได้กู้เงินจาก JBIC มาดำเนินการก่อสร้างเป็นวงเงิน 4,700 ล้านเยน(ส่วนของไทย 2,300 ล้านเยน) ได้มีการลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างสะพานเมื่อ 3 ธ.ค. 2546 และว่าก่อสร้างเสร็จในปี 2548

- เส้นทางหมายเลข 9 (ในลาว) การปรับปรุงและซ่อมแซมเส้นทาง สะหวันนะเขต-เมืองพิน-แดนสวรรค์ ระยะ
ทางประมาณ 210 กม. โดย JICA และ ADB ให้การสนับสนุนด้านการเงิน ซึ่งได้เปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อ 23 เม.ย. 2547

- เส้นทางหมายเลข 9 (ในเวียดนาม) และท่าเรือน้ำลึกดานัง ADB JBIC และรัฐบาลเวียดนามให้การสนับ
สนุนด้านการเงินในการก่อสร้างเส้นทางลาวบ๋าว-ดองฮา อุโมงค์ไฮ วัน และการปรับปรุงท่าเรือน้ำลึกดานัง
บางส่วนของการก่อสร้างแล้วเสร็จและคาดว่าทั้งโครงการจะเสร็จสมบูรณ์ในปลายปี 2547

2.2 ฝั่งตะวันตก: แม่สอด-เมาะลำไย ไทยจะให้ความช่วยเหลือเส้นทางช่วงแม่สอด-เมียวดี-กอกะเร็ก-พะอัน-ท่าตอน ระยะทางประมาณ 198 กม (โดยจะสร้างถนนให้เปล่าในช่วง 18 กม. แรก และให้กู้ในส่วนที่เหลือ)
ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางแม่สอด-เมียวดี-เมาะลำไย โดยรัฐบาลไทยตกลงในหลักการที่จะให้เงินกู้สำหรับ
การก่อสร้างช่วงกอกะเร็ก-เมาะลำไย ในระยะ ต่อไป

3. การพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor) – เชื่อมโยง ไทย-กัมพูชา-เวียดนาม
3.1 เส้นทาง ตราด-เกาะกง-สแรแอมปึล เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางเลียบชายฝั่งทะเลไทย-กัมพูชา-เวียดนาม (R10) โดยไทยให้ความช่วยเหลือแบบเงินกู้ผ่อนปรน 567.7 ล้านบาท เพื่อการปรับปรุงถนนระยะทาง
151.5 กม. และให้เปล่า 288 ล้านบาท เพื่อการก่อสร้างสะพานขนาดใหญ่ 4 แห่ง

3.2 เส้นทาง ช่องสะงำ-อันลองเวง–เสียมราฐ การปรับปรุงถนนระยะทาง 167 กม. ซึ่งจะเชื่อมโยงระหว่าง
ภาคอีสานใต้ของไทยกับเมืองเสียมราฐ โดยจะเริ่มเจรจาเงื่อนไขสัญญาเงินกู้กลางปี 2547

4. ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS Cross Border Transport Agreement)เป็นความตกลงที่ช่วยอำนวยความสะดวกการผ่านแดนและข้ามแดนของคนและสินค้าใน อนุภูมิภาค ประเทศภาคีสมาชิกทั้ง 6 ประเทศได้ให้สัตยาบันความตกลงฯ แล้ว และได้มีการประกาศการมีผลบังคับใช้ของความตกลงฯ เมื่อ30 เม.ย. 47 และตั้งแต่ต้นปี 2546 ประเทศภาคีสมาชิกได้เจรจาในรายละเอียดของส่วนภาคผนวกแนบท้ายความตกลง ฯ (Annex) 16 ฉบับและพิธีสาร (Protocol) 3 ฉบับ โดยได้รับความช่วยเหลือด้านวิชาการจาก ADB และ ESCAP โดยคาดว่าจะสามารถจัดทำภาคผนวกและพิธีสารให้แล้วเสร็จในปี 2548

5. ความตกลงว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ในลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน (Quadripartite Agreement on Commercial Navigation on Lancang – Mekong River)ไทย ลาว พม่า จีน ได้ลงนามร่วมกันในความตกลงว่าด้วยการเดินเรือในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2543 ณ จังหวัดท่าขี้เหล็ก พม่า และมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนเมษา 2544 โดย ความตกลงฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อการอำนวยความสะดวกการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำโขงตอนบน และจีนได้ให้การสนับสนุน การปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือ (เคลื่อนย้ายเกาะแก่งและหาดตื้นที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือในลำน้ำโขงตลอดช่องแนวช่องทางเดินเรือ 331 กิโลเมตร เพื่อให้ช่องทางมีขนาดกว้างไม่ต่ำกว่า 35 เมตร และลึกประมาณ 3 เมตร) ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จแล้ว 10 จุด ส่วนจุดสุดท้ายที่บริเวณแก่งคอนผีหลวง ครม. ได้มีมติเมื่อ 8 เม.ย. 2546 มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทำการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบด้านต่างๆ (ในไทย) ที่ยังมีความกังวลอยู่ บัดนี้ (ก.ค. 47) ผล การศึกษาดังกล่าวได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยระบุว่าผลกระทบของโครงการฯ ต่อสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคมและวิถีชีวิต แหล่งท่องเที่ยว โบราณสถานและวัฒนธรรม จะอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตามผลจากการดำเนินการด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ยังสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนในพื้นที่ยังมีข้อวิตกกังวลเกี่ยวกับโครงการนี้อยู่
6. ความร่วมมือด้านพลังงาน

ประเทศ GMS ได้ลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการซื้อขายไฟฟ้าและการสร้างเครือข่ายสายส่งระหว่างรัฐบาล 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (Inter-Governmental Agreement on Regional Power Trade) เมื่อ 3 พ.ย. 2545 โดย ความตกลงนี้มีจุดประสงค์ให้ประเทศสมาชิกร่วมมือและวางแผนพัฒนาระบบส่งไฟฟ้า ที่ประหยัด และมีความมั่นคง รวมไปถึงกลไกในการดำเนินการซื้อขายไฟฟ้าในอนุภูมิภาค

7. ความร่วมมือด้านโทรคมนาคม

ประเทศไทยโดยบริษัท ทศท คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินการจัดสร้างโครงข่ายระบบเคเบิลใยแก้วตามโครงการ Telecommunication Backbone Project ในส่วนของไทยครบทุกจุดที่ เกี่ยวข้องแล้ว และยังได้เปิดให้บริการในเส้นทางระหว่างอรัญประเทศ (ไทย)–ปอยเปต (กัมพูชา) และระหว่างหนองคาย (ไทย)–เวียงจันทน์ (สปป.ลาว) แล้ว ขณะนี้รอความพร้อมในการเชื่อมโยงกับจีน พม่า และจุดเชื่อมโยงอื่นๆ ของลาว

8. ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว

โครงการจัดทำแผนการตลาดท่องเที่ยว Six Countries One Destination โดยมี Agency for Coordinating Mekong Tourism Activities (AMTA) ซึ่ง ตั้งสำนักงานอยู่ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นศูนย์ประสานงานหลักด้านการตลาดเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชื่อมโยง ระหว่างประเทศในรูปแบบของ package tour โดยจะเน้นตามแนวพื้นที่เศรษฐกิจ 3 แนวหลัก ตลอดจนการศึกษา GMS Visa เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวจากนอกอนุภูมิภาค
9. ความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

ไทยส่งเสริมให้มีการดำเนินตามแผนงาน Phnom Penh Plan ซึ่งเป็นแผนงานพัฒนาผู้บริหารระดับสูงและระดับกลาง อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยเฉพาะการดำเนินงานของ AIT และ สถาบันลุ่มแม่น้ำโขง (Mekong Institute) ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2537 โดยเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลนิวซีแลนด์กับรัฐบาลไทย

7.4 สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ

ความเป็นมาของโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ ไทย – ลาว – พม่า – จีน (Quadrangle Economic Cooperation) จัดได้ว่าเป็นการเกิดขึ้นมาตามกระแสของการรวมกลุ่มเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กล่าวคือ เป็นรูปแบบความร่วมมือหนึ่งที่เกิดขึ้นภายใต้ภาวะหลังการสิ้นสุดลงของสงครามเย็นเมื่อปลายทศวรรษที่ 1980 ต่อต้นทศวรรษ 1990 ซึ่ง การเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจที่มีอุดมการณ์ต่างกันได้ค่อย ๆ สลายตัวไป และภาวะการณ์ใหม่ที่เข้ามาแทนที่คือ การแข่งขันทางเศรษฐกิจการค้า ผนวกกับความก้าวหน้าในเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ “ระบบโลกาภิวัฒน์” (Globalization) ที่ทำให้เกิดการติดต่อสื่อสารระหว่างชุมชนต่าง ๆ ของสังคมโลกเป็นไปอย่างรวดเร็วเหมือนกับโลกไร้พรมแดน อันส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกันแต่เป็นศัตรูกันทางด้านอุดมการณ์เมื่อในอดีตได้หัน มาเป็นมิตรกัน และร่วมมือต่อกันในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ

ดัง นั้น สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ คือ แผนการความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจของสี่ประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน อันประกอบไปด้วย มณฑลยูนนานของจีน พม่า ลาว และไทย ที่มีเป้าหมายจะร่วมมือกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคม ทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ การพัฒนาการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนร่วมกัน

ทั้ง นี้ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนที่ดีขึ้นหลังการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการ ทูตอย่างเป็นทางการใน ค.ศ.1975 และการถอนทหารของเวียดนามออกจาการยึดครองกัมพูชาใน ค.ศ.1988 ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านตั้งแต่จีนถึงลาว กัมพูชา และเวียดนามดีขึ้น ดังนั้น จึงได้เพิ่มการติดต่อและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านที่มี พรมแดนติดต่อกัน สภาพที่ตั้งภูมิศาสตร์ที่ใกล้ชิดกัน และปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน ทำให้ภาคเอกชนของไทยในภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดเชียงรายสนใจที่จะติดต่อค้าขายกับพม่า ลาว และจีนตอนใต้แถบมณฑลยูนนาน เนื่องจากจังหวัดเชียงรายติดต่อกับพม่าและลาว อีกทั้งยังใช้แม่น้ำโขงเป็นเส้นทางคมนามไปถึงยูนนานของจีนได้ จึงมีความพยามยามที่จะส่งเสริม “ความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคระหว่างสี่ประเทศ” หรือ “สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ” ในเรื่องการเชื่อมโยงเส้นทางการคมนาคม ระหว่างกันทั้งทางบก และทางน้ำมีความสำคัญเป็นอันดับแรก เนื่องจากจะทำให้การเคลื่อนย้ายทางการค้า บริการ และประชาชนเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว และประหยัด อันจะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะช่วยส่งเสริมการค้าและการลงทุนในอนุภูมิภาค

การก่อตั้งตลาดเดียวในยุโรป (EC Single market) รวมถึงการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) และภาวะชะงักงันของการเจรจาแกตต์รอบอุรุกวัย ล้วนเป็นปัจจัยผลักดันให้ไทยพยายามรักษาความอยู่รอดทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยแสวงหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ๆ ทั้งในลักษณะทวิภาคี และพหุภาคี ทั้งระดับภูมิภาค และระดับอนุภูมิภาค (sub – regional) นอกเหนือไปจากความร่วมมือภายในกลุ่มอาเซียนแล้ว ไทยยังริเริ่มความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคกับประเทศเพื่อนบ้านทางภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคเหนือ ที่เรียกว่าโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจด้วย

“เขตสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ” จะเป็นโครงการที่ตอบสนองทั้งแผนพัฒนามณฑลภาคใต้ของจีน และแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคเหนือของไทย กล่าวคือ ในความพยายามของจีนที่จะพัฒนามณฑลยูนนาน จึงดำเนินนโยบาย “มุ่งสู่ใต้” เพื่อหาทางออกสู่ทะเล โดยหวังที่จะร่วมมือกับไทยในโครงการพัฒนาถนนเชื่อมมณฑลยูนนานกับไทย พัฒนาการขนส่งตามแม่น้ำโขงจากเชียงรุ่งมาถึงไทย มีโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้ไทย และโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวกับไทย และท้ายที่สุดตั้งเป้าหมายที่จะส่งสินค้าออกไปต่างประเทศไทยโดยผ่านทางท่า เรือน้ำลึกแหลมฉบังของไทย

ใน ขณะเดียวกันไทยก็ปรารถนาที่จะขยายตลาดเข้าไปในจีน รวมทั้งเข้าไปลงทุนด้านการเกษตร อุตสาหกรรม การบริหาร และการพัฒนาพลังไฟฟ้าพลังน้ำด้วย และแผนการจัดตั้ง “เขตสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ” ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากเมื่อจังหวัดเชียงรายได้เสนอ “แผนยุทธศาสตร์ 5 เชียง” เพื่อเชื่อมเส้นทางท่องเที่ยวระหว่างเชียงใหม่ เชียงราย เชียงตุง (ในพม่า) เชียงรุ่ง (ยูนนาน) และเชียงทอง (หรือหลวงพระบางในลาว)

โครงการ “สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ” ได้มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อมีการประชุมสี่ฝ่ายครั้งแรกระหว่างวันที่ 27 – 28 พฤษภาคม พ.ศ.2536 ซึ่งได้ตกลงที่จะร่วมกันพัฒนาเส้นทางคมนาคมระหว่างกัน และร่วมกันส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยได้ร่างข้อเสนอเพื่อขอความช่วยเหลือจากธนาคารพัฒนาเอเซีย (ADB) ต่อมาทั้งสี่ฝ่ายก็ได้ประชุมร่วมกับ ADB ที่ประเทศฟิลิปปินส์เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2536 และ ธนาคารนี้มีความเห็นด้วยกับโครงการ แต่ในช่วงแรกเริ่มได้อนุมัติแต่เพียงงบประมาณสำหรับการศึกษาสำรวจความเป็นไป ได้ของโครงการเท่านั้น

มี การตั้งเป้าหมายไว้ว่าหากมีการจัดตั้งเขตสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจได้สำเร็จ ประเทศไทยจะได้ประโยชน์หลายด้าน ซึ่งได้แก่ 1. การค้าขายระหว่างประเทศไทยกับลาว และพม่า โดยเฉพาะกับจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ และมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง 2. การลงทุนในประเทศ พม่า ลาว และจีนจะได้ผลดีมาก เนื่องจากเป็นประเทศที่อุดม สมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งแร่ แหล่งน้ำมัน โดยมีตลาดใหญ่รองรับ และจีนมีแรงงานจำนวนมาก 3. การท่องเที่ยวระหว่าง 5 เชียงจะดึงดูดความสนใจสำหรับทั้งคนไทยและต่างชาติ เป็นต้นซึ่ง โครงการนี้อาจจะเป็นบันไดที่จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งในเขตแม่น้ำโขง และศูนย์กลางการเงินของภูมิภาคในอนาคตได้

โดยสรุปแล้วโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ จะ ส่งผลกระทบทั้งทางด้านบวก และด้านลบต่อทุกประเทศในโครงการ รวมทั้งประเทศไทย แต่ผลกระทบในทางบวกจะมีมากกว่า กล่าวคือเศรษฐกิจของประเทศจะขยายตัว การส่งสินค้าออกจะคล่องตัวขึ้น ประชาชนจะมีงานทำ การใช้แรงงานต่างชาติจะเป็นสิ่งที่จำเป็นและถูกต้องมากขึ้น แรงงานไทยจะต้องปรับตัวแข่งขันกับแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะแรงงานพม่ามากขึ้นไทยจะได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันคนไทยก็จะไปท่องเที่ยวในเขตอนุภูมิภาคมากขึ้นด้วย ทำให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรม

ส่วน ผลกระทบในทางลบต่อประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการแพร่ระบาดของยาเสพติด แรงงานข้ามชาติ โสเภณีข้ามชาติ อาชญากรรม ปัญหาทางด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะโรคติดต่อตามชายแดน และโรคเอดส์จะมีมากขึ้น ในด้านวัฒนธรรม ประชาชนจะหันไปรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกมากขึ้น ซึ่งคงจะส่งผลกระทบวัฒนธรรมอันดีงามของไทยด้วย

ผล กระทบในทางลบดังกล่าว ควรที่ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน จะได้ร่วมมือหาทางป้องกันและแก้ไข ได้มีการให้ข้อเสนอแนะแต่การแก้ไขผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลายข้อด้วยกัน ข้อเสนอที่สำคัญประการหนึ่ง เพื่อความก้าวหน้ายั่งยืนของโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ ก็คือ ไม่ควรเน้นแต่เพียงความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านในโครงการ เพียงมิติเดียว แต่ควรเน้นแนวทางพหุมิติของความสัมพันธ์ กล่าวคือ ต้องให้ความสำคัญกับมิติทางด้านการเมือง และมิติทางด้านสังคม-วัฒนธรรมควบคู่กันไปด้วย โครงการนี้จึงจะประสบความสำเร็จ

*********************

โดย อาคม www.oknation.net/blog/print.php?id=318917