Page 1 of 1

โครงการพระราชดำริบ้านเล็กในป่าใหญ่ บ้านหนองห้า อำเภอเชียงคำ

Posted: Sun Aug 16, 2009 10:06 pm
by Sam
สารคดีพิเศษ เฉลิมพระเกียรติ แม่ของแผ่นดิน

การุณย์ มะโนใจ

บ้านเล็กในป่าใหญ่ บ้านหนองห้า อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา หนึ่งในพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

Image
ฯพณฯ องคมนตรี นายพลากร สุวรรณรัตน์

เป็นโครงการที่จัดพื้นที่ทำกินให้แก่ราษฎรชนกลุ่มน้อย ที่มีปัญหาเรื่องพื้นที่ทำกินและยากจน แบบพออยู่พอกิน ตั้งเป็นหมู่บ้านในลักษณะ "บ้านเล็กในป่าใหญ่" โดยส่งเสริมให้มีผลผลิตมากขึ้นในพื้นที่ที่จำกัด ให้ความช่วยเหลือทางด้านเกษตร เพื่อที่จะสามารถทำกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ จัดหาแหล่งน้ำให้เพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค และการเกษตรกรรมในพื้นที่ พัฒนาคุณภาพชีวิตโดยการส่งเสริมอาชีพหัตถกรรมพื้นบ้าน ให้การศึกษา และจัดระบบสาธารณสุขขั้นมูลฐานในหมู่บ้าน รวมถึงจัดระเบียบชุมชนเป็นหมู่บ้านแนวชายแดน เพื่อเฝ้าระวังป้องกันปัญหายาเสพติด และสิ่งผิดกฎหมาย ดั่งพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ว่า "ให้ป่าอยู่กับคนได้ คนอยู่กับป่าได้ โดยไม่มีการทำลาย" ซึ่งพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ที่ให้ขยายพันธุ์พืชและสัตว์ป่า ที่ส่วนหนึ่งคืนสู่ป่าธรรมชาติและอีกส่วนหนึ่งนำมาใช้ประโยชน์

การดำเนินงาน

เริ่ม ในปี พ.ศ. 2545 โดยจัดตั้งโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริขึ้น ที่บ้านหนองห้า ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา จัดตั้งหมู่บ้านและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการดำรงชีพ จำนวน 20 ครอบครัว 4 ชนเผ่า เผ่าละ 5 ครอบครัว คือ ราษฎรชาวเขาเผ่าเย้า เผ่าอาข่า เผ่ามูเซอ และเผ่ากะเหรี่ยง ปัจจุบันมีราษฎรจำนวน 14 ครอบครัว แยกตามเผ่าได้ดังนี้

ราษฎรชาวเขาเผ่าเย้า จำนวน 4 ครอบครัว

ราษฎรชาวเขาเผ่าอาข่า จำนวน 4 ครอบครัว

ราษฎรชาวเขาเผ่ามูเซอ จำนวน 5 ครอบครัว

ราษฎรชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง จำนวน 1 ครอบครัว

จัด สรรที่ดินเพื่อทำกิน โดยยึดแนวพระราชดำริ ระบบเศรษฐกิจพอเพียง ดูแลรักษาพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร บริเวณลุ่มน้ำญวน พัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างความมั่นคงและสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยยึดหลักการ "คนกับป่า อยู่ร่วมกันได้ อย่างเกื้อกูลและยั่งยืน"

การเสด็จพระราชดำเนินมาทรงงานในพื้นที่โครงการ

ครั้ง แรก เมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2545 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรพื้นที่บ้านเย้าหนองห้า ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา และมีพระราชดำริให้จัดตั้งพื้นที่แห่งนี้เป็นโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ

ครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2546 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนิน บ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ บ้านหนองห้า ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา

ครั้งที่สาม เมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2547 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน บ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ บ้านหนองห้า ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา

ครั้งที่สี่ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน บ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ บ้านหนองห้า ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา

ครั้งที่ห้า เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2549 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน บ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริบ้านหนองห้า ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา

เกี่ยวกับ "คน"

ราษฎรในหมู่บ้าน หนองห้า ดำเนินชีวิตของตนไปอย่างเรียบง่าย และใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ พึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ใช้เทคโนโลยีระดับพื้นฐาน ปัจจุบันราษฎรในโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ บ้านหนองห้า มีสมาชิกทั้งหมด 4 ชนเผ่า 14 ครัวเรือน 59 คน เป็นเพศชาย 27 คน เพศหญิง 32 คน เนื่องจากราษฎรในหมู่บ้านมีถึง 4 ชนเผ่า คือ เย้า อาข่า มูเซอ และกะเหรี่ยง ซึ่งบางคนก็มีบัตรประจำตัวประชาชน มีสัญชาติไทย บางคนก็ไม่มี จึงได้ดำเนินการสำรวจราษฎรที่ยังไม่ได้รับสัญชาติ ซึ่งในปีแรกสำรวจพบทั้งหมด 37 คน หลังจากนั้น ได้นำราษฎรเหล่านี้ไปขึ้นทะเบียนและได้ดำเนินการตามระเบียบและขั้นตอนของทาง ราชการเรื่อยมา ปัจจุบันราษฎรยังคงตกค้างอยู่อีก 1 ครอบครัว ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินการ เรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นความสำเร็จและความภูมิใจของโครงการ ทำให้สมาชิกมีความมั่นใจและมั่นคงเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากในการดำเนินวิถี ชีวิตประจำวันและต่อไปในอนาคต

ชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกหลายครอบ ครัวที่เคยลำบากกลับดีขึ้นกว่าปีแรกๆ ภายใต้ความพอเพียง โดยสังเกตเห็นความความพึงพอใจ และมีความมานะพยายามปรับตัวมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพที่ดีขึ้น เช่น หน้าตาสดใส บางคนมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเกือบ 10 กิโลกรัม และมีรถมอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะเกือบทุกหลังคาเรือน เป็นต้น

ราย ได้เฉลี่ยคิดเป็นครอบครัวอยู่ที่ประมาณ 58,000 บาท ต่อครอบครัว ต่อปี ซึ่งได้มาจากมูลค่าของผลผลิตข้าว ซึ่งปีนี้มีมูลค่าร่วม 110,000 บาท รายได้จากการขายพืชผักปลอดสารพิษ ไก่ และสุกร รับจ้างจากการใช้แรงงาน เป็นต้น สำหรับเงินพระราชทานรางวัลจากกิจกรรมศิลปาชีพนั้นเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ที่เสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่สมาชิก ทำให้มีราษฎรบางครอบครัวมีเงินฝากในธนาคารมากกว่า 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาท) ซึ่งเป็นความจริงว่า ราษฎรในโครงการมีชีวิตความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงสามารถมีเงินเหลือจากการใช้จ่ายแล้วเก็บออมได้มากขนาดนี้

หลาย ครอบครัวได้รู้จักลงทุน โดยซื้อกล้ากาแฟ พันธุ์อาราบิก้า และเพาะขยายเพื่อนำมาปลูกในพื้นที่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวความคิดของราษฎรที่มีวิสัยทัศน์ มองเห็นลู่ทางในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของตนเองที่จะสร้างความมั่นคงให้กับ ครอบครัวในภายภาคหน้า และยังสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถที่จะยืนหยัดได้ด้วยตนเองของทุกครอบครัว อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนของชุมชนและสังคมที่สะท้อนจากการพยายามพัฒนาตนเอง

เดิมที ราษฎรในโครงการยังไม่คุ้นเคยกับการปลูกข้าวแบบขั้นบันได แต่ปัจจุบันนี้ราษฎรเริ่มเรียนรู้ ทั้งจากการส่งเสริมและการปฏิบัติ จนบัดนี้ทุกคนที่บ้านหนองห้าทำนาเหมือนชาวนาในที่ลุ่มเป็นแล้ว และเริ่มมีสัญชาตญาณของชาวนามากขึ้น พันธุ์ข้าวน้ำรูที่ใช้นั้นได้มีการปรับตัวกับพื้นที่ได้ดีขึ้น จึงทำให้ได้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นจากที่เคยไม่เพียงพอต่อการบริโภค แต่ปัจจุบันสามารถปลูกข้าวได้จำนวน 11,285 กิโลกรัม ทำให้ราษฎรมีข้าวพอกินได้ตลอดปี สนองความต้องการบริโภคข้าวของราษฎร และที่สำคัญการปลูกข้าวนาดำแบบขั้นบันไดในปีนี้ได้เน้นการลดการใช้ปุ๋ยเคมี และหันมาใช้การปรับปรุงดินตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมพื้นที่โดยใช้ปุ๋ยพืชสด จากพืชตระกูลถั่วคือ ปอเทือง และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ราษฎรผลิตขึ้นเองจากเศษซากวัสดุทางการเกษตร แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาทางด้านการผลิตที่พึ่งพิงธรรมชาติ ลดต้นทุนการผลิต มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา ยังผลให้บ้านหนองห้าทำนาได้ข้าวพอกินอย่างแท้จริง ผลสำเร็จในเรื่องข้าวพอกินนี้เกิดจากการได้รับความรู้ จึงปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมการใช้พื้นที่เพาะปลูกข้าวจากเดิมลดลงถึง กว่า 30 เท่า ซึ่งสามารถลดการใช้ที่ดินที่ต้องทำลายป่าไม้ และระบบนิเวศนับหลายพันไร่ในเวลาหลายปีที่ผ่านมา เปิดโอกาสให้ธรรมชาติได้เยียวยาฟื้นฟูสรรพสิ่งกลับคืนมาสู่ความอุดมสมบูรณ์ อีกครั้ง คิดเป็นมูลค่ามากมายมหาศาล

พืชผักสวนครัวของราษฎรที่ได้รับ ความรู้ทั้งด้านการเกษตร การโภชนาการจากเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาช่วยเหลือ ทำให้ราษฎรทุกครัวเรือนสามารถปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผลไว้สำหรับบริโภคได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี พืชผักที่ปลูก ได้แก่ กะหล่ำปลี ผักคะน้า กวางตุ้ง ผักสลัด ปวยเล้ง มะเขือเครือ ถั่วลันเตา เบบี้แครอต บางส่วนของผลผลิตได้นำไปขายที่ตลาดประจำอำเภอเชียงคำ จนได้รับความนิยม เพราะพืชผักของโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ บ้านหนองห้านั้น ปลอดภัยจากสารพิษ สด สะอาด และมีรสชาติดี ขณะนี้ราษฎรเริ่มใช้พื้นที่นาซึ่งเก็บเกี่ยวข้าวแล้วเพื่อปลูกไม้ดอกเมือง หนาว เช่น ไลอาทีส คาร์เนชั่น คาราลิลลี่ เพื่อเพิ่มรายได้นอกเหนือไปจากพืชผักต่างๆ เพราะตลาดมีความต้องการและมีปัจจัยเหมาะสมด้านพื้นที่ รวมทั้งเป็นการใช้ที่ดินทำกินให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดอีกด้วย

ส่วน อาหารประเภทโปรตีน ราษฎรทุกครัวเรือนจะได้รับการส่งเสริมให้เลี้ยงไก่พื้นเมือง และสุกรพันธุ์ลูกผสมเหมยซาน เป็นต้น ซึ่งก็มีบางส่วนเลี้ยงไว้สำหรับขายเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่งด้วย จากการที่ราษฎรได้รับอาหารโปรตีนจากพืชที่ปลูกและสัตว์ที่เลี้ยงอย่างเพียง พอ ทำให้การล่าสัตว์ป่ามาเป็นอาหารเช่นในอดีตที่ผ่านมาหมดไปจากบ้านหนองห้า สัตว์ป่าจะพบเห็นได้ง่ายขึ้น กล้าเข้ามาหากินใกล้หมู่บ้านมากกว่าก่อน เนื่องจากรู้สึกปลอดภัยจากการไล่ล่ากว่าในอดีต

ชาวบ้านทุกคนจะได้รับ การส่งเสริมด้านการศึกษา โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเด็ก และกลุ่มผู้ใหญ่ ซึ่งหลังจากผ่านมาแล้วถึง 4 ปี ทำให้ชุมชนมีการพัฒนาชีวิตดีขึ้น ทั้งรายบุคคล ครอบครัว และชุมชน ชุมชนมีความเข้มแข็งขึ้น รู้จักคิด และทำอย่างมีเหตุผล มีการพัฒนาทักษะภาษาไทยทั้ง 4 ด้าน คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน ชุมชนรู้ประโยชน์และคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รู้จักใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า มีความรักในอาชีพการเกษตร มีทักษะชีวิตที่เหมาะสมกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม รักษาวัฒนธรรมของชนเผ่า มีจิตสำนึกในความเป็นคนไทย รักแผ่นดินถิ่นที่อยู่ และมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากนั้น ยังสร้างอาชีพให้กับราษฎร เช่น การทำเครื่องเงิน การปักผ้า ทอผ้า แบบอนุรักษ์ภูมิปัญญาของแต่ละชนเผ่า การแปรรูปอาหารอย่างถูกหลักอนามัย การทำขนมจากวัตถุดิบ ที่หาได้ง่ายและขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยาก และการเพาะเห็ดหอม เป็นต้น ซึ่งในการนี้จะเน้นให้ราษฎรให้ทำได้ ทำเป็น ให้เกิดทักษะมากกว่าการให้ความรู้แต่อย่างเดียว เพื่อจะได้เป็นองค์ความรู้และสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ได้ ดังคำกล่าวที่ว่า "ให้ปลาแก่เขา จะมีกินชั่ววันเดียว สอนให้เขาหาปลา จะมีกินชั่วชีวิต" สุขภาพและอนามัยของราษฎรนั้นจะมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจากสาธารณสุขชุมชนบ้าน ต้นผึ้งให้บริการงานส่งเสริมสุขภาพ งานป้องกันโรคและงานรักษาพยาบาลอย่างสม่ำเสมอ ราษฎรทุกคนปลอดจากยาเสพติดจากการตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะ โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอ และโรงพยาบาลเชียงคำ พร้อมทั้งฝึกอบรมให้อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) มีพื้นฐานด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้นไว้แก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ถ้าเกิดอาการเจ็บป่วยเกินกว่ากำลังความสามารถของชุมชน ก็จะส่งคนป่วยไปรับการรักษาที่สถานีอนามัยบริเวณหมู่บ้านที่ใกล้เขตโครงการ แต่ถ้าอาการเจ็บป่วยเกินกว่ากำลังความสามารถของสถานีอนามัยนั้น ก็จะส่งคนป่วยไปที่ โรงพยาบาลเชียงคำ เพื่อเข้ารับการรักษาทันที และราษฎรทุกคนในโครงการสามารถเข้ารับการรักษาอาการเจ็บป่วยได้โดยใช้บัตร สวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล ฟรีทุกคน

"ป่าใหญ่ที่โอบล้อมหมู่บ้าน"

พื้นที่ โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ บ้านหนองห้า มีขนาดพื้นที่ประมาณ 40 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 25,000 ไร่ เดิมพื้นที่บริเวณต้นน้ำลำธารเป็นป่าเสื่อมโทรม ถูกบุกรุกแผ้วถางเพื่อการเกษตรและพืชเสพติด ปัจจุบันได้รับการฟื้นฟูโดยการปลูกป่าและสร้างฝายต้นน้ำลำธารตามลำห้วยแล้ง เพื่อดักตะกอน เพิ่มและกระจายความชื้นให้แก่ดินบนพื้นที่ต้นน้ำ

สำหรับ พื้นที่ป่าที่ค่อนข้างสมบูรณ์และที่สมบูรณ์ จะกันไว้เพื่ออนุรักษ์และป้องกันไม่ให้เกิดการบุกรุกแผ้วถาง ป้องกันการเกิดไฟป่า เพื่อให้ลูกไม้ที่มีอยู่ได้ฟื้นตัวตามธรรมชาติ จะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบริเวณทางเข้าโครงการ ลูกไม้ที่มีอยู่ได้เจริญเติบโตขึ้นเป็นกลุ่มๆ อย่างเห็นได้ชัด

จิตสำนึก ของราษฎรในโครงการที่มีความรู้สึกหวงแหนป่าเพื่อให้สภาพป่าได้ฟื้นกลับมาและ รับรู้กันดีว่าการที่สภาพป่าได้ฟื้นกลับมานั้น ทำให้ลำห้วยที่ใช้เป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคมีปริมาณน้ำและคุณภาพน้ำดีขึ้น จากแต่ก่อนที่ไม่เคยมีน้ำในลำห้วยช่วงฤดูแล้ง หลังจากการดำเนินงานของโครงการผ่านมา 4 ปี พบว่า มีน้ำไหลในลำห้วยและมีระยะเวลาการไหลที่นานขึ้น

ผลจากการฟื้นฟูความ อุดมสมบูรณ์ขึ้นของสภาพป่าไม้ทำให้ระบบนิเวศคือ ดิน น้ำ อากาศ สัตว์ป่า มีความสมดุลยิ่งขึ้น สัตว์น้ำที่สำรวจพบในลำห้วย ลำธาร ในลุ่มน้ำญวนพบมากขึ้น และพบได้ง่ายกว่าอดีต เช่น ปลาเลียหิน ปลาค้อ ปูผา หรือปูภูเขา และกบอกหนาม ตลอดจนสัตว์ป่าที่กล้าเข้ามาใกล้หมู่บ้านเพราะราษฎรไม่รบกวนมัน ที่พบเห็นบ่อย ได้แก่ เก้ง กวาง หมูป่า และนกนานาชนิด นอกจากนี้ ยังได้สร้างจิตสำนึกให้กับราษฎรที่อาศัยอยู่รอบๆ พื้นที่โครงการให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่า โดยได้นำราษฎรของหมู่บ้านรอบๆ โครงการ รวมทั้งราษฎรในโครงการเข้ารับการฝึกอบรมราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า (รสทป.) เป็นการสร้างเครือข่ายในการดูแลป้องกันรักษาทรัพยากรป่าไม้ และเป็นการปรับแนวคิดและความเข้าใจของราษฎรในเรื่องของการอนุรักษ์ป่า ทำให้พื้นที่บริเวณรอบโครงการมีราษฎรที่คอยเฝ้าระวังดูแลรักษาป่าไม้ไม่ให้ ถูกบุกรุกแผ้วถางทำลาย ซึ่งจะเห็นได้จากการที่มีราษฎรที่เป็นสมาชิกกลุ่มองค์กร รสทป.ได้แจ้งให้กับเจ้าหน้าที่เมื่อพบเห็นการแผ้วถางป่าหรือตัดไม้

มี การเขียนป้ายห้ามการกระทำต่างๆ ในเขตป่าหมู่บ้าน ติดไว้บริเวณเส้นทางของหมู่บ้าน สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นว่าราษฎรมีความรู้สึกรักและหวงแหนป่า มีแนวโน้มของพฤติกรรมที่เป็นมิตรกับป่าเพิ่มมากขึ้น

แม้เริ่มต้นจากคนกลุ่มเล็กๆ แต่ก็เป็นตัวชี้วัดที่ดีและมีโอกาสขยายไปสู่ประชาชนในหมู่บ้านอื่นๆ ต่อไป

Image วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 21 ฉบับที่ 460 หน้า 46 http://info.matichon.co.th/techno/techn ... &search=no" onclick="window.open(this.href);return false;
ภาพประกอบข่าว: http://www.phayaofocus.com/home/index.p ... &Itemid=41" onclick="window.open(this.href);return false;