วิกฤตหนี้กรีซ อีกหนึ่งปัญหาที่อาจมีผลกระทบต่อท่องเที่ยวไทย
Posted: Sun May 16, 2010 8:03 am
วิกฤตหนี้กรีซ อีกหนึ่งปัญหาที่อาจมีผลกระทบต่อท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะอินบาวน์ตลาดยุโรป
===
จับกระแสบิ๊กธปท. กับวิกฤตหนี้"กรีซ"
คอลัมน์รายงานพิเศษ วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7108 ข่าวสดรายวัน หน้า 8
ตอนนี้นอกจากปัญหาการเมืองจะเป็นจุดเปราะบางที่กระทบต่อเศรษฐกิจไทยแล้ว อีกปัจจัยสำคัญที่ทั่วโลกกำลังติดตามอย่างใกล้ชิดคือปัญหาหนี้สาธารณะของ ประเทศกรีซ รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เกาะติดปัญหาอย่างเข้มข้น
จากการจับกระแสของผู้บริหารธปท.ในช่วงเวลาที่ผ่านมามีความเห็นต่อเรื่องนี้ อย่างไร มาติดตามกัน
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธปท. กล่าวว่า ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของกรีซไม่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจของไทยโดยตรง เพราะสถาบันการเงินของไทย ไม่ได้ไปลงทุนในกรีซ แต่ผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจต้องรอประเมินอีกครั้ง ซึ่งเบื้องต้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มปรับตัวดีขึ้น หลังจากมีมาตรการออกมาช่วยเหลือที่ชัดเจนขึ้น
"ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไปหรือไม่ ในวันที่ 2 มิ.ย.นี้ ก็ต้องประเมินข้อมูลล่าสุดทั้งปัจจัยการเมืองในประเทศ และปัจจัยภายนอกเรื่องผลกระทบจากปัญหาของกรีซอีกครั้ง จะดูวันต่อวันไม่ได้" นางธาริษา กล่าว
ด้านนายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า หลังจากสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) มีมาตรการช่วยเหลือประเทศกรีซที่ประสบปัญหาหนี้สาธารณะสูงชัดเจนขึ้น ทำให้นักลงทุนเชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะสามารถดูแลบริหารจัดการได้ แต่เบื้องต้นยอมรับว่าปัญหาหนี้สาธารณะของกรีซจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของ ไทยระดับหนึ่ง
"การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไปอาจมีข้อจำกัดที่บางประเทศคงไม่สามารถใช้ นโยบายการคลังได้เต็มที่ นอกเหนือจากการว่างงานที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง สถาบันการเงินในบางประเทศยังปล่อยสินเชื่อได้ไม่มากนัก ทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปีนี้อาจได้รับผล กระทบด้วยหรือไม่ ธปท.คงต้องติดตามสถานการณ์ในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด" นายบัณฑิต กล่าว
นายสุชาติ สักการโกศล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธปท. กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือกรีซเป็นเพียงการตั้งวงเงินช่วยเหลือเท่านั้น อะไรๆ ยังไม่นิ่งจึงประเมินยากมาก โดยกังวลว่าหากกรีซผิดนัดชำระหนี้อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก จึงต้องติดตามต่อไปเช่นกันว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะกระจายตัวแค่ไหน
ส่วนนางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวว่า ขณะนี้ปัญหาหนี้สาธารณะของกรีซส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ซึ่งทั่วโลกกำลังจับตาดูมาตรการช่วยเหลือเศรษฐกิจในยูโรโซน แต่ส่วนตัวเชื่อว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งนี้ไม่น่าจะมีความรุนแรงเท่ากับ วิกฤตการเงินสหรัฐ หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ส่งผลกระทบไปยังเศรษฐกิจโลก
หากลำพังหนี้สาธารณะของกรีซถือว่าไม่มากเท่าไหร่ ซึ่งจากมาตรการช่วยเหลือจากอียู และไอเอ็มเอฟพยายามไม่ให้กรีซผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งเงินที่กรีซได้รับน่าจะเพียงพอมาใช้หนี้ในปีนี้ได้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อระบบสถาบันการเงินของยุโรปและสหรัฐที่มีเม็ดเงินเข้าไป ลงทุนในยูโรโซนค่อนข้างมาก
แม้ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์จะมองว่า กรีซอาจถูกขับไล่ออกจากการใช้เงินสกุลยูโรนั้น ในทางปฏิบัติไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริงไม่สามารถทำได้ตามกฎของอียูที่ต้องใช้เงินสกุลยูโรอย่าง เดียว ไม่เช่นนั้นก็ต้องเหมือนให้ออกจากสมาชิกอียูไปเลย แต่ทางอียูอาจรู้สึกเสียหน้าถ้าประเทศใดประเทศหนึ่งต้องหลุดออกไป
"ปีนี้เงินที่จะชำระหนี้มีแล้ว แต่ปีหน้าทั้งโปรตุเกส สเปน ต้องชำระหนี้จำนวนมากเหมือนกัน จึงน่าเป็นห่วงว่าต่อไปจะมีเงินใช้หนี้หรือไม่ ถ้าเงินก้อนที่อียูและไอเอ็มเอฟอนุมัติให้สามารถช่วยได้ ความจำเป็นที่จะต้องออกจากอียูก็น้อยลง"
นางสุชาดา กล่าวอีกว่า เมื่อกลับมามองผลกระทบที่มีต่อไทยในแง่ของอัตราแลกเปลี่ยนนั้น ก่อนหน้านี้นักลงทุนในตลาดเงินคาดไว้ว่าจีนจะปรับเงินหยวนแข็งค่าขึ้น เนื่องจากอยู่ในภาวะเกินดุลลดลง ประกอบกับดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคารในตลาดลอนดอน (ไลบอร์) อยู่ในระดับต่ำ 0.3% ทำให้นักลงทุนกู้เงินจากสหรัฐมาลงทุนในเอเชีย เพื่อเก็งกำไรค่าเงิน แต่จากปัญหาของกรีซ ส่งผลให้ค่าเงินยูโรและดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ดอกเบี้ยไลบอร์ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 0.42% แนวโน้มนักลงทุนที่เข้ามาเก็งกำไรในตลาดเงินเอเชียจึงลดลง
จึงอาจพูดได้ว่า แนวโน้มเงินทุนไหลเข้ามาไทยจากช่วงนี้เป็นต้นไปอาจมีเข้ามีออกอยู่ในระดับ ที่สมดุลด้วยตัวเอง โดยเชื่อว่าส่วนที่เหลือของปีนี้ช่วงไตรมาส 2,3 และ4 เงินทุนจะไหลเข้าอีกประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าชะลอลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/53 เพียงไตรมาสเดียวที่มีเงินทุนไหลเข้ามามากถึง 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่ยังต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ต่างๆ ที่ครึ่งหลังของปีนี้ ยังมีปัจจัยลบจากปัญหาการเมืองในประเทศ ปัญหาหนี้สาธารณะของกรีซที่ต้องคิดหนัก
ในแง่ผลกระทบต่อการส่งออกของไทยนั้น เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อไทยมากนัก แต่หากปัญหาของกรีซลุกลามกระทบเศรษฐกิจทั่วยุโรป อาจกระทบต่อการส่งออกของไทยไปยุโรปที่ปัจจุบันมีสัดส่วน 10% ของการส่งออกทั้งหมด เพียงเล็กน้อย ซึ่งผู้ส่งออกไทยน่าจะหาตลาดอื่นทดแทนได้
ขณะที่นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. ระบุว่า ในแง่ผลกระทบต่อสถาบันการเงินของไทย จากการตรวจสอบสถาบันการเงินไทยที่มีการฝากเงินกับสถาบันการเงินอื่นในต่าง ประเทศ รวมถึงการให้กู้ยืมเงินหรือไปลงทุนในพันธบัตรของสถาบันการเงินอื่นในต่าง ประเทศในช่วงที่ผ่านมา
พบว่ามีจำนวน 2.8 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.8% ของสินทรัพย์สถาบันการเงินไทยทั้งระบบ และในจำนวนนี้เป็นการปล่อยสินเชื่อให้บริษัทที่มีสัญชาติกรีซเพียง 340 ล้านบาท ถือว่าน้อยมาก
จึงมั่นใจว่าวิกฤตหนี้ในยุโรปจะไม่ส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินไทย
ปมเหตุเขย่าฐานะความมั่นคง
ตลอดช่วงเวลากว่า 2 เดือนที่ผ่านมา ข่าวตัวเลขหนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศ PIGS ที่ประกอบด้วย โปรตุเกส อิตาลี กรีซ และสเปน โดยเฉพาะกรีซที่ต้องแบกรับภาระสูงมหาศาล 3 แสนล้านยูโร หรือราว 14 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 115% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สูงสุดในกลุ่ม PIGS
สาเหตุจากการทำงบประมาณขาดดุล 13.6% ของจีดีพี จนอาจไม่สามารถชำระหนี้ได้ เขย่าฐานะความมั่นคงทางการคลังของประเทศถึงขั้นล้มละลาย และอาจลุกลามขยายวงกว้างออกไปเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลกระลอกใหญ่อีกครั้ง
ขัดต่อบัญญัติภายใต้สนธิสัญญามาสทริชต์ ของสหภาพยุโรปที่กำหนดให้การขาดดุลงบประมาณของประเทศไว้ไม่เกิน 3% ของจีดีพี ระดับหนี้สาธารณะไม่เกิน 60% ของจีดีพี และอัตราเงินเฟ้อไม่เกิน 1.5% ของอัตราเฉลี่ยของ 3 ประเทศสมาชิก PIGS ที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำสุด
ล่าสุดสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) มีมาตรการช่วยเหลือฉุกเฉินแล้ว 7.5 แสนล้านยูโร หรือ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจัดตั้งกลไกสร้างเสถียรภาพแห่งยุโรป 5 แสนล้านยูโร หรือ 6.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
แบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ ประกอบด้วย วงเงิน 6 หมื่นล้านยูโร เพื่อปกป้องเสถียรภาพทางการเงิน และวงเงินปล่อยกู้และค้ำประกันหนี้มูลค่า 4.4 แสนล้านยูโร ซึ่งจะดำเนินการผ่านนิติบุคคลเฉพาะกิจ ระยะ 3 ปี ส่วนที่เหลือ 2.5 แสนล้านยูโร เป็นเงินสมทบจากไอเอ็มเอฟ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้เข้ามาแทรกแซงตลาดตราสารหนี้ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ เอกชน เพื่อช่วยหนุนสภาพคล่อง
แต่ทั่วโลกยังกังวลว่ากรีซจะสะสางปัญหาหนี้สาธารณะได้หรือไม่
===
จับกระแสบิ๊กธปท. กับวิกฤตหนี้"กรีซ"
คอลัมน์รายงานพิเศษ วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7108 ข่าวสดรายวัน หน้า 8
ตอนนี้นอกจากปัญหาการเมืองจะเป็นจุดเปราะบางที่กระทบต่อเศรษฐกิจไทยแล้ว อีกปัจจัยสำคัญที่ทั่วโลกกำลังติดตามอย่างใกล้ชิดคือปัญหาหนี้สาธารณะของ ประเทศกรีซ รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เกาะติดปัญหาอย่างเข้มข้นจากการจับกระแสของผู้บริหารธปท.ในช่วงเวลาที่ผ่านมามีความเห็นต่อเรื่องนี้ อย่างไร มาติดตามกัน
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธปท. กล่าวว่า ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของกรีซไม่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจของไทยโดยตรง เพราะสถาบันการเงินของไทย ไม่ได้ไปลงทุนในกรีซ แต่ผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจต้องรอประเมินอีกครั้ง ซึ่งเบื้องต้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มปรับตัวดีขึ้น หลังจากมีมาตรการออกมาช่วยเหลือที่ชัดเจนขึ้น
"ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไปหรือไม่ ในวันที่ 2 มิ.ย.นี้ ก็ต้องประเมินข้อมูลล่าสุดทั้งปัจจัยการเมืองในประเทศ และปัจจัยภายนอกเรื่องผลกระทบจากปัญหาของกรีซอีกครั้ง จะดูวันต่อวันไม่ได้" นางธาริษา กล่าว
ด้านนายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า หลังจากสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) มีมาตรการช่วยเหลือประเทศกรีซที่ประสบปัญหาหนี้สาธารณะสูงชัดเจนขึ้น ทำให้นักลงทุนเชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะสามารถดูแลบริหารจัดการได้ แต่เบื้องต้นยอมรับว่าปัญหาหนี้สาธารณะของกรีซจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของ ไทยระดับหนึ่ง
"การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไปอาจมีข้อจำกัดที่บางประเทศคงไม่สามารถใช้ นโยบายการคลังได้เต็มที่ นอกเหนือจากการว่างงานที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง สถาบันการเงินในบางประเทศยังปล่อยสินเชื่อได้ไม่มากนัก ทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปีนี้อาจได้รับผล กระทบด้วยหรือไม่ ธปท.คงต้องติดตามสถานการณ์ในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด" นายบัณฑิต กล่าว
นายสุชาติ สักการโกศล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธปท. กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือกรีซเป็นเพียงการตั้งวงเงินช่วยเหลือเท่านั้น อะไรๆ ยังไม่นิ่งจึงประเมินยากมาก โดยกังวลว่าหากกรีซผิดนัดชำระหนี้อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก จึงต้องติดตามต่อไปเช่นกันว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะกระจายตัวแค่ไหน
ส่วนนางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวว่า ขณะนี้ปัญหาหนี้สาธารณะของกรีซส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ซึ่งทั่วโลกกำลังจับตาดูมาตรการช่วยเหลือเศรษฐกิจในยูโรโซน แต่ส่วนตัวเชื่อว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งนี้ไม่น่าจะมีความรุนแรงเท่ากับ วิกฤตการเงินสหรัฐ หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ส่งผลกระทบไปยังเศรษฐกิจโลก
หากลำพังหนี้สาธารณะของกรีซถือว่าไม่มากเท่าไหร่ ซึ่งจากมาตรการช่วยเหลือจากอียู และไอเอ็มเอฟพยายามไม่ให้กรีซผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งเงินที่กรีซได้รับน่าจะเพียงพอมาใช้หนี้ในปีนี้ได้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อระบบสถาบันการเงินของยุโรปและสหรัฐที่มีเม็ดเงินเข้าไป ลงทุนในยูโรโซนค่อนข้างมาก
แม้ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์จะมองว่า กรีซอาจถูกขับไล่ออกจากการใช้เงินสกุลยูโรนั้น ในทางปฏิบัติไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริงไม่สามารถทำได้ตามกฎของอียูที่ต้องใช้เงินสกุลยูโรอย่าง เดียว ไม่เช่นนั้นก็ต้องเหมือนให้ออกจากสมาชิกอียูไปเลย แต่ทางอียูอาจรู้สึกเสียหน้าถ้าประเทศใดประเทศหนึ่งต้องหลุดออกไป
"ปีนี้เงินที่จะชำระหนี้มีแล้ว แต่ปีหน้าทั้งโปรตุเกส สเปน ต้องชำระหนี้จำนวนมากเหมือนกัน จึงน่าเป็นห่วงว่าต่อไปจะมีเงินใช้หนี้หรือไม่ ถ้าเงินก้อนที่อียูและไอเอ็มเอฟอนุมัติให้สามารถช่วยได้ ความจำเป็นที่จะต้องออกจากอียูก็น้อยลง"
นางสุชาดา กล่าวอีกว่า เมื่อกลับมามองผลกระทบที่มีต่อไทยในแง่ของอัตราแลกเปลี่ยนนั้น ก่อนหน้านี้นักลงทุนในตลาดเงินคาดไว้ว่าจีนจะปรับเงินหยวนแข็งค่าขึ้น เนื่องจากอยู่ในภาวะเกินดุลลดลง ประกอบกับดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคารในตลาดลอนดอน (ไลบอร์) อยู่ในระดับต่ำ 0.3% ทำให้นักลงทุนกู้เงินจากสหรัฐมาลงทุนในเอเชีย เพื่อเก็งกำไรค่าเงิน แต่จากปัญหาของกรีซ ส่งผลให้ค่าเงินยูโรและดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ดอกเบี้ยไลบอร์ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 0.42% แนวโน้มนักลงทุนที่เข้ามาเก็งกำไรในตลาดเงินเอเชียจึงลดลง
จึงอาจพูดได้ว่า แนวโน้มเงินทุนไหลเข้ามาไทยจากช่วงนี้เป็นต้นไปอาจมีเข้ามีออกอยู่ในระดับ ที่สมดุลด้วยตัวเอง โดยเชื่อว่าส่วนที่เหลือของปีนี้ช่วงไตรมาส 2,3 และ4 เงินทุนจะไหลเข้าอีกประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าชะลอลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/53 เพียงไตรมาสเดียวที่มีเงินทุนไหลเข้ามามากถึง 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่ยังต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ต่างๆ ที่ครึ่งหลังของปีนี้ ยังมีปัจจัยลบจากปัญหาการเมืองในประเทศ ปัญหาหนี้สาธารณะของกรีซที่ต้องคิดหนัก
ในแง่ผลกระทบต่อการส่งออกของไทยนั้น เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อไทยมากนัก แต่หากปัญหาของกรีซลุกลามกระทบเศรษฐกิจทั่วยุโรป อาจกระทบต่อการส่งออกของไทยไปยุโรปที่ปัจจุบันมีสัดส่วน 10% ของการส่งออกทั้งหมด เพียงเล็กน้อย ซึ่งผู้ส่งออกไทยน่าจะหาตลาดอื่นทดแทนได้
ขณะที่นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. ระบุว่า ในแง่ผลกระทบต่อสถาบันการเงินของไทย จากการตรวจสอบสถาบันการเงินไทยที่มีการฝากเงินกับสถาบันการเงินอื่นในต่าง ประเทศ รวมถึงการให้กู้ยืมเงินหรือไปลงทุนในพันธบัตรของสถาบันการเงินอื่นในต่าง ประเทศในช่วงที่ผ่านมา
พบว่ามีจำนวน 2.8 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.8% ของสินทรัพย์สถาบันการเงินไทยทั้งระบบ และในจำนวนนี้เป็นการปล่อยสินเชื่อให้บริษัทที่มีสัญชาติกรีซเพียง 340 ล้านบาท ถือว่าน้อยมาก
จึงมั่นใจว่าวิกฤตหนี้ในยุโรปจะไม่ส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินไทย
ปมเหตุเขย่าฐานะความมั่นคง
ตลอดช่วงเวลากว่า 2 เดือนที่ผ่านมา ข่าวตัวเลขหนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศ PIGS ที่ประกอบด้วย โปรตุเกส อิตาลี กรีซ และสเปน โดยเฉพาะกรีซที่ต้องแบกรับภาระสูงมหาศาล 3 แสนล้านยูโร หรือราว 14 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 115% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สูงสุดในกลุ่ม PIGS
สาเหตุจากการทำงบประมาณขาดดุล 13.6% ของจีดีพี จนอาจไม่สามารถชำระหนี้ได้ เขย่าฐานะความมั่นคงทางการคลังของประเทศถึงขั้นล้มละลาย และอาจลุกลามขยายวงกว้างออกไปเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลกระลอกใหญ่อีกครั้ง
ขัดต่อบัญญัติภายใต้สนธิสัญญามาสทริชต์ ของสหภาพยุโรปที่กำหนดให้การขาดดุลงบประมาณของประเทศไว้ไม่เกิน 3% ของจีดีพี ระดับหนี้สาธารณะไม่เกิน 60% ของจีดีพี และอัตราเงินเฟ้อไม่เกิน 1.5% ของอัตราเฉลี่ยของ 3 ประเทศสมาชิก PIGS ที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำสุด
ล่าสุดสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) มีมาตรการช่วยเหลือฉุกเฉินแล้ว 7.5 แสนล้านยูโร หรือ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจัดตั้งกลไกสร้างเสถียรภาพแห่งยุโรป 5 แสนล้านยูโร หรือ 6.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
แบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ ประกอบด้วย วงเงิน 6 หมื่นล้านยูโร เพื่อปกป้องเสถียรภาพทางการเงิน และวงเงินปล่อยกู้และค้ำประกันหนี้มูลค่า 4.4 แสนล้านยูโร ซึ่งจะดำเนินการผ่านนิติบุคคลเฉพาะกิจ ระยะ 3 ปี ส่วนที่เหลือ 2.5 แสนล้านยูโร เป็นเงินสมทบจากไอเอ็มเอฟ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้เข้ามาแทรกแซงตลาดตราสารหนี้ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ เอกชน เพื่อช่วยหนุนสภาพคล่อง
แต่ทั่วโลกยังกังวลว่ากรีซจะสะสางปัญหาหนี้สาธารณะได้หรือไม่
ปัญหาหนี้ สาธารณะของกรีซที่เข้าลักษณะหนี้สินล้นพ้นตัว ทำให้ขาดความสามารถในการชำระหนี้คืน อีกทั้งเป็นตัวอย่างที่ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านได้แก่ โปรตุเกส อิตาลี และ สเปน ต้องเดือดร้อนไปด้วย